เธอคือเจ้าของ Circle Dukdik สติ๊กเกอร์หัวกลมที่สร้างรายได้ = บินรอบโลกได้แล้ว

นาทีนี้ของที่เรายอมเปย์แหลกคงหนีไม่พ้นสติ๊กเกอร์ไลน์ กลายเป็นของสะสมของคนในยุคนี้ไปเลย เห็นสติ๊กเกอร์ดูสนุกแบบนี้ เบื้องหลังการเป็นครีเอเตอร์ก็สนุกไม่แพ้กัน อย่างแคท- คัทลียา แว่นแก้ว อายุ 25 ปี เจ้าของสติ๊กเกอร์ Circle Dukdik ที่มีความเป็นเธอสูงงง

 

ทุกอย่างเกิดจากความช่างเม้าท์

สติ๊กเกอร์ไลน์เซ็ตแรกที่แคททำ เริ่มมาจากตอนที่เธอเพิ่งเรียนจบ และอยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ บวกกับนิสัยช่างเม้าท์ช่างคุย เลยทำให้อยากมีสติ๊กเกอร์ไลน์ของตัวเอง “ประมาณสองปีที่แล้ว เรามาเริ่มทำช่วงที่เรียนจบ เราว่างก็เลยมานั่งทำสติ๊กเกอร์ไลน์เล่นๆ แล้วเราเป็นคนชอบเม้าท์ ก็จะมีคำส่วนตัว แล้วเราพิมพ์บ่อยๆ มันก็เมื่อยนิ้ว เอามาทำเป็นสติ๊กเกอร์ไลน์ดีกว่า ตอนนั้นทำด้วยความรู้สึกว่าอยากใช้เฉยๆ ”

แค่ไลน์สติ๊กเกอร์ตัวแรกก็ดังซะแล้ว

Circle Dukdik เป็นไลน์สติ๊กเกอร์ตัวแรกที่แคทลองทำ อินสไปร์มาจากความง่าย “ตอนแคททำ เพราะแคทขี้เกียจ มันต้องทำตั้งสี่สิบตัว แต่ถ้าเกิดมันต้องมีหน้า ผม ทำสองตัวแคทไม่ทำต่อแล้ว ถ้าต้องวาดสักสี่สิบตัว โล้นๆ ละกัน ง่ายๆ จบ ”

นอกจากหัวกลมแล้วยังมีสติ๊กเกอร์ตัวอื่นด้วย “อย่างสติ๊กเกอร์โบโลน่า ตรงพริกมันจะเหมือนเป็นหน้าคน มันดูตลกดี เราเลยอยากเอาตรงนี้มาถ่ายทอดให้คนอื่นเขาเห็นเหมือนกัน ก็เลยเหมามาเยอะๆ แล้วเอามานั่งทำ เราถ่ายเอง ที่เหลือรีทัชนิดหน่อย ตอนทำเราต้องดูหน้าโบโลน่า แล้วก็นึกว่า มันกำลังคิดอะไรกับฉัน” ส่วนรายได้การขายสติ๊กเกอร์ก็ดีถึงขั้นที่ “แคทบินรอบโลกได้แล้วอ่ะ” คงไม่ต้องบอกว่าได้เยอะขนาดไหน เพราะในระยะเวลาสองปี เธอสามารถบินไปรอบโลกได้แล้ว

สติ๊กเกอร์คัดคนสนิท

เห็นหัวกลมมีคำพูดจิกกัดน่าเอ็นดูแบบนี้ บอกเลยว่าทุกคำออกมาจากใจแคท เธอใส่ความเป็นตัวเองลงไปจนล้น “มาจากตัวเราเองหมดเลย มันเป็นฟีลลิ่ง เหมือนเจอเพื่อนอกหักมา แล้วก็มาร้องไห้ มาระบายกับเรา แล้วสุดท้ายก็กลับไปคบกับแฟน แคทก็จะคิดในใจแบบ หมาอีกแล้วเรา มันก็กลายเป็นสติ๊กเกอร์ อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นหมา สติ๊กเกอร์มันเป็นหน้ากากที่สามที่เราพูดในใจ แต่พูดกับคนอื่นไม่ได้ เหมือนเจ้านายสั่งงานแล้วเราก็แบบ ได้ค่ะ เดี๋ยวแก้ให้ค่ะ แต่ในใจคิด มาทำเองมั่ยล่ะ” แคทถึงกับพูดว่ามันเป็นสติ๊กเกอร์ที่คัดแต่คนสนิทจริงๆ จนเพื่อนๆ หลายคนบอกว่าเวลากดส่งสติ๊กเกอร์ดุ๊กดิ๊กไป เหมือนเขากดส่งตัวแคทไปด้วย ตัวแทนทุกคนที่แท้

ฟีดแบคดีถึงกับต้องสะสม

อย่างที่บอกว่าสติ๊กเกอร์หัวกลมดุ๊กดิ๊ก เป็นสติ๊กเกอร์คัดคนสนิท ฟีดแบคที่ได้เลยตรงกับความต้องการของเธอ ที่เอาไว้ใช้กับเพื่อนเท่านั้น “บางคนก็ตลกดีที่เขาคุยกับอาม่าเขาด้วยสติ๊กเกอร์เรา ส่วนใหญ่ฟีดแบคเป็นแนวที่เขาเอาไว้ใช้กับเพื่อน เพราะแคทก็ตั้งใจไว้เหมือนกัน เราก็คิดในใจเหมือนกันว่าอยากให้ใช้กับคนสนิท แล้วเขาก็บอกว่า สติ๊กเกอร์ของคุณไว้ใช้กับคนสนิทได้จริงๆ นะ สไตล์ของดุ๊กดิ๊กมันเป็นแนวน่ารัก แต่จิกกัดที่ไม่รุนแรงจนเกินไป” แต่ก็มีบางคนที่ซื้อเพราะชอบในความจิกกัดเจ็บๆ นี้เหมือนกัน แต่ซื้อไว้สะสมเท่านั้น “บางคนเขาก็บอกแคทนะว่า เขาชอบสติ๊กเกอร์แคทมาก แต่เขาไม่รู้จะส่งให้ใคร ก็เลยสะสมเฉยๆ แต่ไม่ได้ส่งให้ใครเลย”

 

 

ครีเอเตอร์ต้องเจอกับความเหงา

เห็นโลกของครีเอเตอร์ดูชีวิตดี ไม่ต้องทำงานประจำ อิสระ แต่แคทบอกว่าเธอต้องเจอกับความเหงาเหมือนกัน “งานนี้มันเป็นงานที่เราสามารถทำเป็นเสริมได้ อย่างแคทแรกๆ ก็ทำงานประจำเหมือนกัน ทำสติ๊กเกอร์ไปด้วย แต่ลาออกเพราะสุขภาพแย่ลง เลิกงานกลับมาก็คิดสติ๊กเกอร์ต่อ มันก็จะตึงหน่อยๆ พอเราออกมาปุ๊บ สิ่งที่เราเจอเลยคือความเหงา เราเหงามากเลย ไม่รู้จะคุยกับใคร คนมันเคยอยู่สังคมมา พอออกมาปุ๊บมันเหงาอะ” แต่ด้วยความที่เธอเป็นคนสบายๆ และเอนจอยได้กับทุกอย่าง ช่วงเวลาเหงาๆ เลยลดลง

 

มันอยู่ที่ว่าเรามองอะไรอยู่ แล้วเราเห็นอะไรในนั้น

ในมุมของไลน์ครีเอเตอร์ ทุกวันนี้การจะทำสติ๊กเกอร์ไลน์ของตัวเองสักเซ็ต ไม่ยุ่งยากแล้ว สิ่งที่ต้องมีคือแค่คิดให้แตกต่าง หยิบทุกอย่างรอบตัวมาใช้ “ตอนนี้ทาง Line ก็เปิดโอกาสอะไรหลายๆ อย่างให้แล้ว ถ้ามีกล้องก็ถ่ายรูปตัวเอง หรือถ่ายอะไรก็ได้ เอามาทำเป็นสติ๊กเกอร์ หรือแค่มีดินสอ กระดาษ วาดเสร็จเอามาสแกน หรือใครแอดวานซ์หน่อย มีเม้าส์ปากกาก็ทำได้ เรฟเฟอร์เร้นมันอยู่รอบตัวเราเลย อย่างบางคน แค่การเสิร์ชชื่อแล้วขึ้นเป็นคำพูด หรือบางคนเอากำแพงที่เป็นหิน เอามาทำเป็นหน้า แล้วแต่เราจะครีเอทเลย มันอยู่ที่ว่าเรามองอะไรอยู่ แล้วเราเห็นอะไรในนั้น แล้วเอามาทำสติ๊กเกอร์

 

 

เทรนด์ที่ไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด

ทุกๆ วันมีครีเอเตอร์ใหม่ๆ เกิดขึ้น แต่ละคนต่างมีสไตล์เป็นของตัวเอง เทรนด์การซื้อสติ๊กเกอร์เลยก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ “เทรนด์มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางทีคนก็ชอบแบบจิกกัด แป๊บๆ ก็มาเทรนด์ตลก เดี๋ยวก็ขยับแบบเร็วๆ เดี๋ยวก็เป็นรูปประหลาดๆ มันเวียนไปเรื่อยๆ ไม่ได้เจาะจงว่าอันไหนทำแล้วดี มันอยู่ที่จริตของผู้บริโภคด้วย แล้วแต่ความนิยม และความครีเอทของเราว่าเราทำให้คนอยากใช้มากแค่ไหน” ส่วนเส้นทางของเธอ ง่ายๆ แต่ชัดเจน “เราก็อยู่ในโลกของเราไป”

 

แคทเป็นไลน์ครีเอเตอร์ที่นั่งคุยไปเรื่อยๆ แล้ว เสน่ห์ในตัวเธอยิ่งเด่นออกมา เป็นผู้หญิงอารมณ์ดีและมีความทะเยอทะยานในระดับหนึ่งที่ทำให้เธอประสบความสำเร็จด้วยตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย สุดท้ายแคททิ้งท้ายด้วยคำพูดติดปากที่ฟังแล้วตรงใจไว้ว่า “เราไม่ทำ วันนึงก็มีคนทำ ถ้าเรานึกไอเดียอะไรออกแล้วเราไม่เริ่ม วันนึงก็จะมีคนเริ่ม แล้ววันนั้นเราจะรู้สึกเสียดายทีหลังว่ารู้งี้ฉันน่าจะเริ่มเพราะว่าถ้าเขาเริ่มไปแล้วเขาขายดี เราก็จะยิ่งเสียใจ สติ๊กเกอร์ ปวดขี้ก็ไปขี้”

 


 

อีก 2 ไลน์ครีเอเตอร์ที่ยืนยันอีกเสียงว่าการทำสติ๊กเกอร์ไลน์นอกจากจะเป็นการใช้เวลาว่างแล้ว รายได้ยังดีด้วย

 

อั๋น อนันต์ ศันสนียกุลวิไล อายุ 42 ปี และ ตุ้ม สุนทรี สกุลอุทัยศักดิ์ อายุ 41 ปี

เจ้าของ Antony Studio กับสติ๊กเกอร์สุดฮิต NomYen

แรงบันดาลใจจากชีวิต

“มีอยู่สองส่วน อย่างแรกคือการ์ตูน ผมเป็นคนชอบอ่านการ์ตูนมาก เราชอบคาแร็กเตอร์ที่ทำให้หัวเราะออกมาได้ รู้สึกประทับใจ เราจะมีต้นแบบคาแร็กเตอร์ที่เราเก็บไว้ สองคือการที่เราสังเกตสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่มีคาแร็กเตอร์แปลกๆ หรือสัตว์เลี้ยงบางชนิด พอจะออกแบบเราก็ดึงข้อมูลที่เก็บเอาไว้มาดีไซน์”

 

งานที่มอบ 4 อย่างนี้ให้ทั้งคู่

“หนึ่งคือเราได้รับความภาคภูมิใจ เพราะเราเป็นคนวาดรูปพอได้ ไม่เคยทำอาชีพที่ใช้การวาดหากินมาก่อน พอมาวาดสติ๊กเกอร์ไลน์แล้วผลงานเรามันเป็นที่ชื่นชอบ สองคือรายได้ มันเป็นรายได้เสริมที่ดีเลย จนสติ๊กเกอร์เป็นที่นิยมขึ้นมา สามคืออิสระ เราสามารถทำสติ๊กเกอร์ที่ไหนก็ได้ อยู่ที่ไหนผมก็สามารถสร้างสรรค์สติ๊กเกอร์ขึ้นมาได้ และสุดท้ายคือชื่อเสียง มีหลายหน่วยงานมาเชิญให้ไปบรรยายเกี่ยวกับการทำสติ๊กเกอร์ ทาง Line Thailand เชิญให้ไปรับรางวัลสติ๊กเกอร์ยอดนิยม ซึ่งทางต่างประเทศก็ชื่นชมว่าสติ๊กเกอร์ของเรามันเป็นที่นิยมในประเทศของเขาด้วยนะ ทำให้เราได้เป็นระดับท็อปครีเอเตอร์ของเมืองไทย”

อาชีพที่เติมเต็มความฝัน

“ผมมีความฝันอยากจัดบรรยายธรรมมะ เป็นธรรมทาน ตั้งใจมาหลายปีแล้วแต่ไม่สามารถทำได้ เพราะมีเงื่อนไขหลายอย่าง ทั้งอาชีพ เวลา ฐานะและชื่อเสียง แต่พอได้มาเป็นไลน์ครีเอเตอร์ ผมมีเวลาเป็นอิสระและมีรายได้มากพอที่จะจัดบรรยาย ผมรักอาชีพนี้เพราะมันเติมเต็มความฝันของผมได้”


 

เมษา ศรีสุดา มหิธิธรรมธร อายุ 24 ปี

เจ้าของ Mesa M. กับ สติ๊กเกอร์ Plump Be-bear และ Bunny is Happy

ทำมาแล้ว 3 ปี กับสติ๊กเกอร์กว่า 30 ชุด

“เริ่มจากตอนที่เราปิดเทอม แล้วอยากหาอะไรทำตอนว่างๆ แล้วมันมีสติ๊กเกอร์ไลน์ที่เปิดรับวาดอยู่ ก็เลยส่งไป ชุดแรกเราก็ทำเป็นตัวเรา เพราะมันเริ่มจากการที่เราอยากใช้สติ๊กเกอร์ไลน์ของเราเองไว้ใช้คุยกับคนอื่น จนถึงตอนนี้เราทำสติ๊กเกอร์มาแล้วประมาณ 30 เซ็ตที่ขายในไทย มีเซ็ตภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษด้วย อย่างเซ็ตภาษาญี่ปุ่นเราก็จะคิดคำแล้วให้เพื่อนช่วยแปล เราก็เลือกคำที่มันใช้ได้ทุกวัน แล้วแปลเป็นภาษาญี่ปุ่น”

 

ทุกเซ็ตมีคอนเซ็ปต์

“เราจะคิดคอนเซ็ปต์เซ็ตนั้นก่อนทุกครั้ง อย่างเซ็ตนี้อยากได้ผู้หญิงกวนๆ จิกกัดคนอื่นนิดๆ หรือเป็นแบบผู้หญิงเรียบร้อย น่ารักๆ ถ้าเรามีคอนเซ็ปก็จะทำให้สติ๊กเกอร์เราชัดเจนขึ้น ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น”

“การทำสติ๊กเกอร์มันคือความชอบของเรา เราอยากทำ อยากใช้เวลาอยู่กับมัน มันทำให้เรามีสมาธิ และมีสังคมใหม่ๆ”

 

HOROSCOPE