เธอทำแบรนด์ไทยโกอินเตอร์ วอล์คอินเข้าห้างใหญ่สิงคโปร์ จนได้ออเดอร์แบบไม่คาดฝัน!

เธอรู้ตัวว่าอยากทำธุรกิจมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ถ้าใครจำไอติมรุ่นปู่ รุ่นพ่อเราได้ ไอติมตรา POP และ Ducky นี่ล่ะ คือธุรกิจที่คุณปู่ และคุณพ่อของออย กชกร เตชะพูลผล สร้างมากับมือ ดังจนแบรนด์เมืองนอกอย่างเนสเล่ท์พอเข้ามาไทย ต้องมาขอซื้อแบรนด์จากคุณพ่อเธอ และถ้าใครจำไอติมรสข้าวโพด สลิ่ม ข้าวเหนียวดำ กับไม้ไอติมที่มีสลักชื่อ POP ได้ นี่ล่ะไอติมจากรุ่นสู่รุ่นของครอบครัวออย

 

จิตวิญญาณความอยากสร้างธุรกิจของออย เริ่มมาจากตรงนั้น และอยู่ในใจออยจนตั้งใจไว้เลยว่า ถ้าจะเรียนอะไร ก็ต้องเรียนแบบที่มาทำธุรกิจให้ได้ ออยเลือกเข้าคณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สายการบริหาร และถึงพ่อของออยจะเป็นห่วงว่าเป็นนักธุรกิจเหนื่อยมากนะ ใจจริงคุณพ่อไม่อยากให้ออยเป็นเลยด้วยซ้ำ แต่ออยยืนยันว่าจะเป็นให้ได้ หลังเรียนจบปริญญาตรี เธอเลยมีเข็มชีวิตที่ชัดเจนแล้ว ออยเข้าไปฝึกงานที่เป็นแนวค้าขายระหว่างประเทศ เธอเลือกที่ FedEx แต่พอทำไปสักพัก ไม่น่าจะใช่สิ่งที่ตรงกับที่ออยอยากทำ ออยเลยไปเรียนปริญญาโทต่อเพื่อหาความรู้เพิ่มก่อนเลย

 

และจุดอินสไปร์เริ่มแรกของเธอก็เริ่มมาแบบบังเอิญๆ กับความสงสัยอะไรส่วนตัวของเธอ “ตอนไปเรียนโทที่อังกฤษ ไปเดินเล่นดูโน่นนี่เจอแบรนด์ดังแบรนด์หนึ่ง แล้วไปเห็นว่า อ้าว! เมดอิน ไชน่านี่นา ราคาตั้งเจ็ด-แปดปอนด์แน่ะ เหมือนของบ้างเราเลย ถ้าเป็นบ้านเราขาย 20 บาทเอง ก็จุดประกายทันทีว่า อยากทำแบรนด์ไทยไปขายเมืองนอกเอาเงินเข้าประเทศ ให้คนต่างชาติซื้อของเรา”

พอออยเรียนจบกลับมา ก่อนจะเริ่มธุรกิจส่วนตัว ออยคิดว่าควรไปหาประสบการณ์จากแบรนด์ใหญ่ๆ ก่อน เลยได้ไปทำที่บริษัทใหญ่ยักษ์อย่างซัมซุง ออยได้เป็นโปรดัคท์ แมเนเจอร์ มีนายเป็นเกาหลี ได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ได้ไปเปิดตลาดในเอเชียกับนาย ออยบอกว่า “ตอนนั้นได้พรีเซนท์โปรดัคท์ทุกอย่างที่ซัมซุงมีเลย ที่ดูเองคือเครื่องดูดฝุ่น ทำตั้งแต่ตั้งราคา ทำมาร์เก็ตติ้ง” แต่ทำไปสักพักออยก็ต้องออกมาช่วยงานคุณพ่อ คุณพ่อไม่ได้ทำไอติมดัคกี้แล้ว แต่มาเปิดโรงแรมแทน ตอนนั้นออยบอกว่า “ออยต้องทำทุกอย่างเอง ต้องทำเป็นหมดเลย บางทีพนักงานไม่ทำงาน เราก็ต้องลุยเอง ดึกแค่ไหนก็ต้องทำ”

 

แต่ใจลึกๆ ของออยก็ยังคงอยากสร้างธุรกิจของตัวเองอยู่ และเริ่มที่จะเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ระหว่างนั้นออยได้ไปทำงานอีกที่คือบริษัทดับเบิลเอ กับตำแหน่งคือเอ็กซ์ปอร์ต แมเนเจอร์ ออยทำทุกสิ่ง จัดการทุกอย่างเองหมด ทำงานประหนึ่งผู้ชาย ความลุยแหลกคือความเป็นออย ทำไปได้สักสองสามปี ออยก็คิดว่าฝันนั้นในใจ ต้องเอามาทำแล้วล่ะ

 

สิ่งแรกที่ออยคิดคือ จะทำอะไรดี?

“คิดเลยว่าจะทำสินค้าอะไรดีนะที่ใช้ทุกวัน ที่เป็นปัจจัย 4 ด้วย อยากทำอะไรให้มันอยู่ได้นานหน่อย ก็มาดูว่าถ้าทำที่อยู่อาศัย แพงไปคงไม่ไหว ทำอาหารเราก็ไม่ใช่ผู้ผลิตแน่ๆ เครื่องนุ่มห่มก็ไม่มีความรู้เรื่องแฟชั่นน ก็เหลือยารักษาโรค เลยมาคิดว่าแล้วถ้าเป็นของที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวันล่ะ เช่น สบู่ โลชั่น ที่เราใช้ทุกวัน ถ้าเราทำตัวเราก็เป็นคนทดลองได้ เราจะรู้ได้ว่าอะไรดีไม่ดี” พอได้ไอเดียปั๊บ ออยก็คิดต่อเลยว่า ออยเองเป็นคนแพ้ง่ายด้วย ต้องหาอะไรที่ใช้ดีแล้วไม่แพ้ สบู่คือตอบโจทย์ออยที่สุด

ความเป็นคนแพ้ง่าย ใช้อะไรก็ไม่ได้ ภูมิคุ้มกันในตัวก็จะเพี้ยนๆ มีสิวที่หลังเป็นระยะๆ อีก แปลว่าสบู่หอมๆ ออยจะใช้ไม่ได้เลย ออยเลยเริ่มจากไปซื้อสบู่ก้อนจากหลายๆ แบรนด์มาลองใช้ก่อน ออยบอกว่า “ใช้เวลา 2 ปีเลยที่ลองใช้ แล้วเริ่มพัฒนาสบู่ของเราเองไปด้วย จะทำเป็นม็อค อัพสบู่มาทดลอง แล้วเอาไปแจกคน ทำแบบสอบถามด้วยว่าใช้แล้วเป็นยังไง คือต้องทำจนมั่นใจว่าคนที่ตอบเรากลับมา ไม่มีใครใช้แล้วไม่ดี ออยทำจนต้องผลออกมาโพสิทีฟหมดเท่านั้น”

หลังจากนั้นออยก็เริ่มตั้งราคาสบู่ ออยใช้วิธีว่าในความเป็นจริงคนจะซื้อที่ราคาเท่าไหร่ พอได้ว่า 130 บาทนี่ล่ะคนซื้อชัวร์ ออยก็ตั้งเป็นราคานี้เลย สบู่ล็อตแรกเธอต้องสั่งจากโรงงานเป็นหมื่นก้อน ออยบอกว่า “เทเงินเก็บทั้งหมดกับล็อตแรกนี่เลย” ออยจะทำงานของเธอแบบลุยแหลก คือพอได้สบู่ ก็เอามาเก็บไว้ที่โรงรถ ไปหาคนดีไซน์แพคเกจจิ้ง ออยชอบศิลปะอยู่แล้ว อยากได้อะไรที่แตกต่าง และอยากมีความเป็นไทยอยู่ ออยเลยไปได้มือวาดรูปบนแพ็คให้เธอเป็นน้องม.6 ที่พอออยเห็นลายเส้นก็รู้ว่านี่ล่ะใช่! ทุกวันนี้น้องคนนี้เรียนจบทำงานแล้ว แต่ก็ยังคงเป็นคนวาดรูปบนแพ็คเกจจิ้งให้เธออยู่

 

พอมาถึงตอนต้องขายสบู่แล้ว ตอนนี้ล่ะที่สำหรับเรา ออยเรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงพุ่งเข้าชน ไม่สนอะไร ทำอะไรได้ทำคนหนึ่งในดวงใจเราเลย เพราะออยเริ่มแบบไม่รู้จักใครทั้งนั้น ออยเลยขอเริ่มขายกับห้างอิเซตันก่อน เหตุผลก็คือ “อยากขายอะไรที่คนญี่ปุ่นเองยังซื้อก่อน เพราะเวลาเขาจะใช้เงินกับอะไร เขาจะคิดกันมากๆ คุณภาพก็ต้องดี ราคาก็ต้องใช่ ออยลางานไปขาย 5 วันเลย เป็นสบู่ Scrub Me 5 กลิ่น แล้วก็ขายแบบฮาร์ด เซลล์ คือทุกคนที่เดินผ่าน ออยต้องขายให้ได้ แล้วฟี้ดแบ็คที่ได้ก็ดีมากๆ ทั้งๆ ที่คนเดินน้อยมาก ออยให้เขาลองใช้ แล้วปรากฏว่าผิวไม่แห้งตึง และตอนนั้นยังไม่ค่อยมีสบู่ธรรมชาติแบบนี้” ความสำเร็จแรกของออยเข้าตาบายเออร์ของอิเซตันทันที่ เพราะเธอขายพร้อมๆ กับแบรนด์ดังแบรนด์หนึ่ง แต่ของเธอได้ยอดเท่าๆ กับแบรนด์นั้นเลย บายเออร์เลยขอคุยกับเธอต่อ เอาสบู่ของเธอเข้าไปขายในซูเปอร์มาร์เก็ตต่อ

 

 

กำลังใจเริ่มมา ออยทำฝันที่อยากโก อินเตอร์เอาแบรนด์ไทยไปขายเมืองนอกของเธอต่อไป ประเทศที่เธอติดต่อคือสิงคโปร์ ออยใช้วิธีโทรศัพท์ไปติดต่อก่อน แต่โทร.เท่าไหร่ก็ไม่มีใครรับ ออยเลยตัดสินใจบินไปเลยแล้วกัน ไปอยู่กับเพื่อนที่นั่น 4 วัน ออยแบกสบู่ใส่กระเป๋าไปให้ได้มากที่สุด ออยบอกว่าเอาไปเป็นร้อยก้อน แล้วก็เริ่มปฏิบัติการวอล์คอินกันจะๆ ต่อ “ไปถึงสิงคโปร์ ไปซื้อซิมการ์ดก่อนเลย โทร.นัดห้างต่างๆ ก็มีทั้ง Tang, Guardian, Isetan, Robinson โทร.หมดทุกที่ แล้วมีไปดักรอเขาที่ออฟฟิศเลย เพราะไม่มีใครรับนัดเรา ก็ไปนั่งรอ 2 ชั่วโมงเต็ม รอบายเออ์ให้เขาเดินออกมา ปรากฏว่าทุกที่สนใจหมด ถามว่าเรามีคนจัดจำหน่ายมั้ย เราก็ไม่มี ก็เลยเด้งออกมา”

 

แต่ออยก็ยังพยายามต่อไป เธอเข้าไปหาอิเซตันเป็นห้างสุดท้าย ออยทะลุทะลวงเข้าไปถึงห้องสต็อคของเขา “เราเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตของห้าง ที่เป็นห้องเย็นแล้วมีห้องสต็อคอยู่ข้างใน ก็ผลักเข้าไปเลย ถามว่าผู้จัดการอยู่ไหน พอเจอก็รีบคุยกับเขา คุยเร็วมาก มือสั่นเลย บอกว่าเรามีสบู่นะ ให้เธอเอาไปใช้ก่อนเลย เราอยากมาขายที่นี่” ออยยังไม่เปิดการขาย แต่เอาสบู่ของเธอไปให้ผู้จัดการลองใช้ เธอให้อีเมลของเธอไปกับเขา หลังจากนั้นออยก็ได้รับอีเมลจากเขาตอบกลับมาว่า ลองเอาสบู่เธอไปให้หัวหน้าใช้ หัวหน้าชอบ และทางห้างกำลังจะจัดไทย แฟร์พอดี สนใจเอามาขายไหม? และให้ไปติดต่อคนที่นำของเข้ามาขายในห้างเขาต่ออีก ออยก็ไปติดต่อ ปรากฏว่าเขาจะเอาสบู่ออยไปขาย ขอซื้อ 10 ลังเลย

 

ออยดีใจมาก และคิดต่อว่าต้องบินไปขาย 2 อาทิตย์ ค่าใช้จ่ายเยอะเลย จะทำยังไงดี เธอเลยได้ใช้บริการแอร์บีเอ็นบี ตอนนั้นยังไม่ดังเลยด้วย ออยไปอยู่ตรงข้ามห้างอิเซตันเลย และเดินไปขายด้วยตัวเองตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึงสองสามทุ่มทุกวัน “ก็ทำทุกทางให้ขายได้ คนเดินไปเดินมา ก็ชวนเขามาดม มาลองใช้ ก็คิดว่าวันหนึ่งเราต้องขายให้ได้ 60 ก้อนนะ เพราะเขาตั้งเป้าให้เราว่าถ้าเราได้วันละ 50 ก้อนก็เก่งละ เราเลยแอบเอาของแถมไปให้ด้วย บางคนมาเที่ยวสิงคโปร์แล้วอยากได้ของฝากกลับไป ก็มาซื้อเรา ปรากฏว่าปิดการขายได้แบบเกินเป้า คือเราขายแม้แต่ป้าที่ทำงานในซูเปอร์ ทุกคนในเคาน์เตอร์ขายใช้ O-Spa หมด มีบอกด้วยว่ายูไปชวนเพื่อนแผนกอื่นมาซื้อได้ไหม มีคนที่ซื้อแล้วชอบมาก กลับมาซื้ออีกด้วย ตอนนั้นกลิ่นทุกกลิ่นของเราแปลกสำหรับเขาหมด ขนาดมีเด็กมาเล่นสบู่เรา เราก็คิดแล้วว่าเดี๋ยวพ่อเด็กจะต้องกลับมาซื้อ แล้วก็มาจริงๆ” หลังจากทำยอดทะลุเป้า ทางอิเซตันเลยบอกออยว่า สบู่ทั้งหมดที่เหลือไม่ต้องเอากลับนะ ทางห้างจะซื้อไว้เอง เขาซื้อตรงจากเราแบบไม่มีคนกลางเลย

ออยลุยต่อไปที่ร้านอื่นๆ ในสิงคโปร์ได้ขายเพิ่มอีก 5-6 ร้าน คู่แข่งเยอะใช้ได้ และต้องให้แต่ละร้านอย่าตั้งราคาสูงมากเกินไป ออยเปิดตลาดต่อไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เธอทำธุรกิจ O-Spa ของเธอมาได้เข้าปีที่ 6 แล้ว และเธอโก อินเตอร์ไปถึง 10 ประเทศทั่วโลก เธอได้เรียนรู้ว่า “เราเรียนรู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง เราใช้ความรู้สึกนำตลอด และมีอะไรที่ทำพลาดเยอะ คือเรามั่นใจในตัวเองมาก เราเลือกจะยอมทำผิดด้วยตัวเราเอง เพราะถ้าเราทำผิดเพราะเราไปเชื่อคนอื่น อันนั้นจะยากที่จะรับได้มากกว่า แต่พอตอนนี้โตขึ้น ก็เลยได้มานั่งคิดย้อนหลังไป เลยรู้ว่าถ้าจะทำอะไรให้มั่นคงขึ้น จะมาเลือกเสี่ยงไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ เราต้องใช้สมองคู่กับความรู้สึกเพิ่มด้วย แล้วต้องเปิดใจฟังคนอื่นมากขึ้น”

และสิ่งที่ออยอยากจะสร้างต่อให้แข็งแรงขึ้น สิ่งใกล้ตัวแต่กลับยากที่สุดของออยก็คือ การบุกตลาดไทยนี่ล่ะ “ออยอยากให้คนไทยได้ใช้ O-Spa ด้วย อย่างสบู่ข้าวอันนี้ทำมาจากน้ำมันรำข้าว น้ำมันมะพร้าว และน้ำผึ้ง ข้าวเป็นเหมือนเม็ดบีดส์ขัดตัวได้ โดนน้ำจะนิ่ม มีความชุ่มชื้นสูง หอมละมุน ทั้งขัดผิวได้ และทำความสะอาดผิวได้ ข้าวก็เป็นข้าวออร์กานิคในชุมชน ออยว่าเหมาะกับคนไทยมากๆ”

สบู่ที่ฮิตมากของออยอีกอันคือ สบู่กลีเซอรีน สบู่เนื้อใสสีสวย เน้นดอกไม้ไทย กลิ่นหอม มีส่วนผสมอย่างน้ำทับทิม แตงกวา หรือสบู่สครับชาร์โคลงาดำ อันนี้ออยภูมิใจเลยเพราะใช้ดีจริงๆ และขายดี ออยบอกว่า “ต้องเลือกงาดำเมล็ดละเอียดหน่อย ใช้แล้วจะดีท็อกซ์ ผู้ชายจะชอบสบู่อันนี้” นอกจากสบู่ออยยังมีโลชั่น ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก เกลือขัดผิวก็มี “อย่างเกลือของเราก็ต้องใช้แล้วเห็นผลทันที ออยจะเน้นคุณภาพมาก เพราะขายเมืองนอกคุณภาพต้องมาก่อนเลย”

 

O-Spa เป็นอีกแบรนด์ไทยที่ปั้นขึ้นมาจากหัวใจสาวน้อย คุณออย กชกร เตชะพูลผล จนตอนนี้กลายมาเป็นคุณแม่ลูกสาวตัวน้อยด้วย เธอลุยเดี่ยวมาจะหกปีเต็ม สร้างทั้งแบรนด์ ทั้งคุณภาพ และเธอกำลังสร้างความเป็นไทยที่ต่างชาติยอมรับ ออยหันมาบอกกับเราด้วยความมั่นใจว่า “ถ้าตลาดสบู่ราคา 130 บาท ออยมั่นใจว่าของเราเจ๋งที่สุด อาจไม่ได้กำไรเยอะมากมาย แต่ของเราเอาไปสู้สบู่สครับตลาดอื่นได้แน่นอน ออยขอแค่ไม่ขาดทุนก็พอ”

ความเป็นเจ้าของธุรกิจตามฝันของเธอ ออยบอกว่า “ยากมากๆ ต้องทำเองทุกอย่างจริงๆ แล้วมีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอด” แต่สายเลือดของคุณปู่ และคุณพ่อยังเข้มข้นมากอยู่ในหัวใจออย เธอจะทำแบรนด์ให้อยู่ไปอีก 40-50 ปี ให้เป็นแบรนด์ไทยที่มีขายไปทั่วโลกให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเหนื่อยยากแค่ไหนก็ตาม

 

FB: O-Spa International