“งานที่ช่วยต่อชีวิตให้คนอื่นเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก เราโชคดีมากที่ได้มาทำค่ะ!”

ตอนนี้หลายๆ คนอาจมองหางานที่ได้เงินเยอะๆ ให้เรามีชีวิตที่สุขสบาย แต่จะดีแค่ไหนถ้างานที่เราทำทุกวันได้ช่วยคนอื่นต่อไปได้อีกเรื่อยๆ เหมือนกับคำที่ติดหูเรามาตลอดว่า “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด” สาวร่างเล็กวัย 34 ปีคนนี้อธิบายความหมายของการทำงานให้มีคุณค่ากับตัวเองให้เราเข้าใจได้ดีที่สุด สาวคลีโอคนไหนกำลังรู้สึกเหนื่อยและท้อในงาน ลองหาอินสไปร์จากเธอดู

เม่ย – พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ 34 ปี ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

เม่ยบอกว่าตั้งแต่เด็กเป็นคนไม่ค่อยตั้งใจเรียน ติดเพื่อน นับดีๆ ก็เรียนมาถึง 13 โรงเรียน มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้ต้องย้ายเรื่อยๆ ถึงขนาดไปเรียนโรงเรียนอินเตอร์ที่ภูเก็ต บินไปเรียนที่นิวซีแลนด์ “คุณพ่อบอกให้กลับมาเมืองไทย เราไปสอบเทียบแล้วก็ได้เข้าที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคภาษาอังกฤษ เพราะเราอยากตามใจคุณแม่ ที่บ้านไม่ได้เข้มเรื่องการศึกษา แต่เข้มงวดกับระเบียบวินัย ต้องตื่น 7 โมงมากินข้าวกับปะป๊าทุกวัน ต้องมีเวลาให้ครอบครัว ลูกต้องเป็นคนดี นอกจากนั้นอยากทำอะไรก็ทำเลย” เรียนจบแล้วเม่ยก็ไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกาในสาขา Brand Management ตั้งแต่ตอนอายุ 21 ปี

พอกลับมาเมืองไทยเม่ยก็เคยทำบริษัทเอกชนที่เกี่ยวกับเครื่องสำอาง ทำงานกับเพื่อนและทำงานกับที่บ้าน ครอบครัวของเธอมีธุรกิจส่วนตัวเป็นโรงงานทำถังบำบัดน้ำเสียและดักไขมัน แต่เพราะยังเด็กเลยทำให้ทะเลาะกับคุณพ่ออยู่บ่อยๆ “พ่ออยากให้เราเรียนรู้และเขาค่อนข้างดุ เราเองเป็นเด็กเลยไม่ยอมเปิดรับ แต่ตอนที่ทำงานกับพ่อเป็นจุดเปลี่ยนให้เรามีสติ เราดีขึ้นกว่าสิ่งที่ทำมาทั้งชีวิต คิดว่าการทำงานกับที่บ้านเป็นครูที่ดีที่สุดในชีวิตเลยค่ะ” หลังจากนั้นไม่นานมีคุณหมอที่เป็นผู้ใหญ่ที่เม่ยเคารพรู้ว่าเธอทำการบริหารจัดการองค์กรและการตลาดได้ เลยชวนให้มาทำงานอาสาสมัคร ที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ดู เธอตกลงใจแบบไม่ลังเลเลย “มาทำเป็นอาสาสมัครอยู่ 3 เดือน ทำแผนการตลาด แล้วก็ทำต่อเป็น 1 ปี ที่บ้านอยากให้เรากลับไปทำ เขารู้สึกว่ามั่นคงกับอนาคตมากกว่า ตอนเป็นอาสาสมัครได้เงินไม่มาก แต่โชคดีที่เราไม่มีภาระอะไร ทีนี้แม่บอกว่าถ้าอยากทำก็ ให้รับผิดชอบตัวเอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้เป็นพนักงานประจำ แต่ที่เราทำเพราะรู้สึกดีและมีความสุข ถึงวันนี้ก็ 10 ปีแล้วค่ะ”

 

เด็กอายุ 24 กล้าปรับเปลี่ยนองค์กรใหม่

เราถามว่าอะไรที่ทำให้ชอบงานนี้และทำมาเป็น 10 ปีหลังจากเปลี่ยนงานมาหลายครั้งในเวลาไม่กี่ปี เม่ยบอกว่า “เรามาที่โรงพยาบาลแล้วสงสัยว่าคนต้องตื่นเช้ามาขนาดนี้มาหาหมอ คนเยอะมาก บางคนมาไกล ทำให้รู้ว่าหมอเก่งๆ หายาก เบิกเนตรอีกโลกที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เราต้องปรับเปลี่ยนองค์กร ตั้งแต่โครงสร้าง บัญชี การเงิน กฎระเบียบ มาร์เก็ตติ้งแบรนด์ ฝ่ายบุคคล ทำทุกอย่างค่ะ ตอนนั้นอายุ 24 ปี เราอายุน้อยที่สุดในองค์กร แต่เราเป็นคนไม่คิดอะไรเลย พิมพ์ไทย พูดภาษาไทยแย่มาก ตอนนั้นทำทุกอย่าง ทำงานวันละ 15-18 ชั่วโมงต่อวัน”
เม่ยเป็นคนตรง พอทำงานครั้งแรกหลายคนก็จะมองว่าเธอแรง บุคลิกคุณหนูมาก แต่ถ้าได้รู้จักจริงๆ เม่ยเป็นคนที่มีสไตล์การทำงานที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา

 

“ตอนเด็กๆ เราเป็นคนเหวี่ยงมาก แต่คนที่นี่หล่อหลอมเรา เราจะบอกว่าที่พูด ฉันไม่ชอบอย่าทำเลยได้ไหม ซึ่ง 4 ปีหลังเราได้เรียนรู้ว่าไม่ใช่แค่ทำงานให้ดี แต่ต้องมี relationship กับคนที่ทำงานด้วย ต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับที่ทำงาน ทุกคนพร้อมจะให้ความช่วยเหลือเราอยู่แล้ว ต้องแยกอารมณ์กับเรื่องงานให้ออกให้ได้”

 

เธอจะเลือกทำงานที่ได้เงินมากกว่านี้ก็ได้ แต่…

“งานที่ได้ให้ชีวิตคนอื่น สำหรับเม่ยเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากค่ะ เม่ยเคยคิดว่าเรามีเงินเท่านี้กับรวยกว่านี้จะมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ งานนี้ทำให้ชีวิตเม่ยมีความสุข เม่ยตื่นมาอยากไปทำงานทุกวัน ไม่มีวันไหนที่ขี้เกียจเลย เงินไม่ได้ ตีค่าความสุข คนเราพอมีแพชชั่น มันมีค่าที่นอกเหนือตัวเราเอง เราทำโรงพยาบาลรัฐได้ช่วยคนอื่น เงินที่ได้มาช่วยเหลือผู้ป่วย ก็มาจากเงินบริจาคของคนไทยจำนวนมาก ที่ให้มาแบบไม่มีเงื่อนไข เมื่อคนที่มารักษาเขารู้ เขาก็ต้องอยากกลับไปช่วยคนอื่นต่ออีก เม่ยยังได้เป็นตัวของตัวเอง เราทำในฐานะบริหาร ทำงานด้วยความรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะมีชีวิตอยู่”

เปลี่ยนหัวใจให้เข้มแข็ง ไม่จมไปกับความทุกข์

เวลาที่เราเห็นชีวิตคนเจ็บป่วยหนักๆ เห็นความเศร้าแล้วบางทีก็รู้สึกหดหู่ซึมเศร้าไปเลย คลีโออยากรู้ว่าหัวใจของคนที่ทำงานด้านนี้เป็นยังไงกันบ้าง? “เม่ยเคยเห็นยายกำเงิน 20 บาทมาหยอดกล่อง เห็นคนป่วย เห็นญาติคนเสียชีวิตร้องไห้
เม่ยอยู่ตรงนี้มา 10 ปี เราเห็นความสุขความทุกข์ เห็นเพื่อนร่วมงานที่มีอุดมการณ์ในการทำงานแบบเดียวกัน ทุกคนมาเป็นผู้ให้ด้วยหลายๆ เหตุผล เราต้องคอยพัฒนาความรู้สึกตัวเอง เห็นตัวเองเติบโตขึ้น ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชีวิตมากขึ้น วันหนึ่งงานเยอะมาก ต้องมีสติ เหมือนว่าทุกวันเราเป็นคนดีที่สุดเท่าที่เราเป็นได้ ถ้าวันนี้ไม่ดี พรุ่งนี้ก็ต้องดีที่สุด ต้องรู้ว่าอะไรเป็นเป้าหมายและคิดทุกวัน”

 

“มีอยู่เคสหนึ่งน้องแอตติจูดดีมาก เข่าของน้องไม่ดี เราเลยจะไปทำห้องน้ำใหม่ให้ เขาบอกว่าไม่เป็นไร ไปช่วยคนอื่นเถอะ พอเห็นคนอื่นมีพลังชีวิตมากกว่าก็เป็นพลังงานดีที่ไม่เกี่ยวกับร่างกาย ฐานะ เป็นอินเนอร์ ถึงตัวเขาจะไม่พร้อม แต่สิ่งที่พร้อมคือหัวใจของเขาต่างหาก”

 

คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด

เราได้ยินก็อปปี้นี้บ่อยๆ รู้ว่าเป็นการให้ การบริจาค แต่ความหมายจริงๆ ลึกซึ้งกว่านั้น เพราะมูลนิธิรามาธิบดีในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อยากให้คนป่วยได้หายจากโรคภัย และความเจ็บปวด นักศึกษาแพทย์ก็ได้เรียนรู้ ได้สร้างแพทย์ไปรักษาคนไข้ คุณหมอได้สร้างงานวิจัยทำให้รักษาคนไข้ได้ดีขึ้น

“เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมทำความดีกับคนอื่น คนที่มาทำความดีก็ควรได้ของดีๆ น่าใช้กลับไปด้วย อย่างดีไซเนอร์ที่มาร่วมงานกัน ต่างก็มีความยินดีมาก และอิ่มใจกับการเป็นผู้ให้ เราเชิญทุกคนด้วยความรู้สึกที่เขาอยากทำจริงๆ มีพี่คนหนึ่งเป็นคุณแม่เลี้ยงลูกเต็มเวลา ฐานะค่อนข้างดีมาก เวลาเราส่งข่าวประชาสัมพันธ์ให้เขาแปล พี่เขาอยากทำมาก เขาบอกว่ามีความสุข แต่สิ่งที่เขาทำมากกว่ามูลค่ามาก แค่แพชชั่นของเขาตีออกมาเป็นเงินไม่ได้เลย”
ทุกวันนี้เม่ยต้องหาเงินปีละเป็นพันล้าน เม่ยตั้งเป้าหมายว่า เราแค่อยากทำให้ดีที่สุด เธอบอกว่าไม่ใช่เพราะตัวเธอหรือคนในทีมอย่างเดียว แต่ทำได้เพราะทุกคนอยากเป็นผู้ให้ไม่ว่าจะสื่อ หมอ พยาบาล ผู้บริจาคทุกคน พนักงานในมูลนิธิหรือคนที่รับแล้วไปเป็นผู้ให้แบ่งปันให้คนอื่นฟังต่อ “เวลามีคนมาถามว่าทำโปรเจคขนาดนี้ท้าทายมั้ย เราไม่คิดอะไรเลยค่ะ เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว แค่ทำได้ก็มีความสุขและรู้สึกว่าเรามีประโยชน์กับคนอื่นด้วย”

 

อ่านมาถึงตรงนี้ เราจะเริ่มทำดีจากอะไร?

ไฟในตัวคุกรุ่นขึ้นมา อยากทำความดีบ้าง เม่ยแนะนำว่า “ทำดีกับตัวเองก่อนค่ะ อย่าเบียดเบียนตัวเองและคนที่เรารัก ไม่ดีก็อย่าทำ อย่างแค่โกหกคนอื่น แปลว่าคุณไม่ให้เกียรติเขา เราจะเป็นใครก็ได้ในสิ่งที่เราอยากเป็น ต้องภูมิใจกับตัวเอง คนเรามีทางเลือกและเราก็เลือกทางที่ดีที่สุดของเราได้ สำหรับเม่ยอะไรที่เราทำต้องไม่ทำร้ายคนอื่น เพราะสังคมทุกวันนี้ไวมาก บางอย่างเราไม่ได้ตั้งใจ เราอาจเผลอไปคอมเมนท์ทำร้ายคนอื่นทำให้สังคมทุกวันนี้เซนซิทีฟไปหมด ท้ายที่สุดเราต้องรู้จักตัวเองและสิ่งที่ต้องยึดทุกวันคือสติและการรู้ตัว เศร้าก็รู้ตัวว่าเศร้า อย่าบังคับหัวใจตัวเอง เราต้องมี awareness ให้ได้ พอรู้ปุ๊บ เราจะคิดได้อัตโนมัติว่าเราโกรธ เศร้า หงุดหงิด ไม่จมดิ่งมากเกินไป”

 

ส่วนของครอบครัวเม่ยเองบอกว่าจากเด็กดื้อมหาศาล เปลี่ยนให้ตัวเองเห็นความสำคัญและรักษาใจคนโดยเฉพาะกับพ่อแม่ “เราจะไม่พูดสิ่งที่ทำให้เขาโมโห วันอาทิตย์จะเป็นวันที่มาหาพ่อแม่ และอาม่าอายุ 98 ปี” นอกจากนี้เธอยังบาลานซ์ชีวิตตัวเองดูหนัง กินข้าว ปาร์ตี้กับเพื่อน เม่ยให้ข้อคิดอย่างนึงว่า “ทุกคนเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน แต่เม่ยอาจจะโชคดี ดังนั้นเม่ยจึงเลือกที่จะตอบแทนสังคมในรูปแบบต่างๆ โดยที่ยังคงความเป็นตัวของตัวเองอยู่ ก่อนที่จะเผื่อแผ่ให้กับสัมคมต่อไปค่ะ”

หลังจากเริ่มทำเรื่องดีๆ ให้ตัวเองแล้วอยากส่งผ่านไปให้คนอื่นต่อ สาวคลีโอก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสมทบรายได้สร้างสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ฯ ง่ายสุดก็ซื้อสติกเกอร์ไลน์ไว้เมาท์มอย 4 รูปแบบจาก 4 ศิลปิน The Doctor ออกแบบโดยครูโต ม.ล. จิราธร จิรประวัติ, Nurse ออกแบบโดยครูปาน สมนึก คลังนอก, Happy Powder Girl ออกแบบโดยแป้ง ภัทรีดา ประสานทอง, Mr. Good Health & Miss Great Heart ออกแบบโดยนวล นวลตอง ประสานทอง ในราคาเซ็ตละ 60 บาททั้งในระบบ iOS และ Android

และเป็นเจ้าของคอลเลชั่น Giving and Happiness ของปี 2560 โดย 4 ศิลปินได้ที่เว็บไซต์ www.ramafoundation.or.th หรือที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ หรือสามารถบริจาคสมทบทุนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ บัญชีกระแสรายวัน สาขารามาธิบดี เลขที่บัญชี 026-3-05216-3 ธนาคารกรุงเทพ บัญชีกระแสรายวัน สาขาศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ (รพ. รามาธิบดี) เลขที่บัญชี 090-3-50015-5…มาเป็นผู้ให้พร้อมๆ กันนะคะสาวๆ!