เธอแลกน้ำตาและช่วงแย่ที่สุดในชีวิต มาเป็นรางวัลนักออกแบบเครื่องประดับระดับชาติ

Google+

เมื่อไม่นานมานี้มีการประกวดตามหาสุดยอดนักออกแบบ ในโครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ Fashion Designer Creation 2017 (FDC 2017) ทางกองประกวดได้ผู้ชนะของโครงการมา 3 สาขา สาขาละ 1 คน และหนึ่งในผู้ชนะของโครงการสาขาอัญมณีและเครื่องประดับ “ศิริณา เมืองมูล” หรือน้องเรย์ อายุ21สาวน้อยที่อายุน้อยที่สุดและไม่ได้เรียนทางด้านออกแบบอัญมณีและเครื่องประดับมาเลยทำให้ทางคลีโออดไม่ได้ที่จะพูดคุยกับเธอและแลกเปลี่ยนแพชชั่นว่าตัวเธอเองก้าวมาถึงจุดนี้ได้ยังไง

 

คิดไว้แค่อยากลอง ไม่ได้คิดว่าจะกลายมาเป็นเจ้าของรางวัล
น้องเรย์เล่าว่าทางกองประกวดมีการมาโปรโมทที่คณะ เธอเห็นว่าเห็นว่ามีเพื่อนไปสมัครกัน ก็เลยลงสมัครด้วย “ลองไปสมัครดู มันเป็นครั้งแรกเลยที่เราลงสมัครอะไรสักอย่าง มี 3 หมวดหมู่มาให้ลงสมัคร อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องหนังและรองเท้า สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเราเรียนสิ่งทอมานะแต่ไม่ลงสิ่งทอ เพราะเรายังเรียนไม่ลึกพอที่จะไปแข่งกับใครได้ เลยคิดว่าลงเครื่องประดับดีกว่า ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะชนะ คิดแค่ว่าอยากลองไปประกวดเอาประสบการณ์ ถึงจะไม่ได้เรียนจิวเวอร์รี่หรือหลักของการทำเครื่องประดับจริงจังแต่รู้สึกว่ามันน่าสนใจเพราะเราก็เป็นคนชอบใส่เครื่องประดับด้วย”

1 ในผู้เข้ารอบ 30 คนสุดท้าย
เธอติด 1 ในรอบ 30 คนสุดท้ายของการคัดเลือก ท้อจากการคอมเม้นท์ต่างๆ ของกรรมการ แต่เธอก็ยังคงสู้ต่อ เพราะเธอเชื่อว่าเธอจะทำมันออกมาดีได้แน่ๆ “ทางกองประกวดให้ส่งผลงานสเก็ตซ์ภาพคร่าวๆ ไปก่อน คัดเลือก 130 คน(รวมทั้งสามสาขา) เหลือ 80 แล้วเอามูดบอร์ด (Mood Board) ไปพรีเซนต์ ว่าแนวทางการออกแบบเป็นยังไง จาก 80 คนคัดเหลือ 30 คน ซึ่งก็เริ่มเข้าสู่การทำงานที่เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น ทำแม่พิมพ์ สรุปสเก็ตซ์แล้วทำของจริง รอบนี้เหลือคนที่แข่งอัญมณีและเครื่องประดับ 9 คน
ตั้งแต่ที่เริ่มรอบแรก กรรมการคอมเม้นท์เราเยอะมาก เยอะจนคิดว่าคงไม่น่าจะผ่านไปรอบลึกๆ ได้ ตอนเราพรีเซนต์เทคนิคเขาดูไม่โอเคกับสเก็ตซ์ของเรา ส่วนหนึ่งคงเพราะเรายังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องประดับมากเท่าไหร่เพราะเราไม่ได้เรียนมา รู้แค่เทคนิคที่จะใช้ ฟอร์ม แต่ยังไม่รู้หลักต่างๆ ที่ควรรู้ มันเลยทำให้เรางานหนักกว่าคนอื่น เพราะเราต้องไปศึกษาเพิ่ม มีการบ้านเพิ่ม แต่พอทำไปเรื่อยๆ อะไรๆ ก็เริ่มดีขึ้น พอเข้าไปเขาจะมีที่ปรึกษาให้ สำหรับคอยช่วยดูแนวคิด ปรับเปลี่ยนแนะนำให้ด้วย”

 

คอนเซปท์งาน Graffiti ikat
เธอเอาลักษณะอุปกรณ์และเทคนิคจากหลายๆ สาขาวิชามารวมๆ กันจนเป็นคอนเซปท์และผลงานที่เท่ระเบิดจนชนะใจกรรมการไปได้ “ตอนแรกไม่รู้จะทำอะไรดี แต่ว่าที่ช็อปปฏิบัติการของเราอยู่ตรงข้ามกับช็อปเฟอร์นิเจอร์ เลยเอาไม้ไปมัดย้อมดู เพราะเรากำลังเรียนเรื่องย้อมผ้าอยู่ แล้วเอามาอัดกาวแน่นๆ มาขัดเป็นฟอร์มก่อน รอบแรกใช้เป็นแผ่นๆ ก่อนแต่ลวดลายที่ออกมามันไม่โอเค ก็เลยเปลี่ยนเป็นไม้แท่งเอาไปย้อมหลายๆ สีแล้วเอาหลายๆ สี คอนเซปท์สีที่เราใช้จะเป็นสีโทนเย็น เขียวๆ ฟ้าๆ เอามาเรียงรายเป็นอีแคท(ชนเผ่า ลวดลาย) เรียงเป็นพิคเซล ที่เหมือนอีแคทที่ไม่ใช่อีแคท เทคนิคที่ใช้ทำ ตอนแรกกรรมการไม่เห็นภาพว่ามันจะออกมาเป็นยังไง ลายที่ออกมามันจะได้ตามที่คิดไหม เราเลยต้องทดลองทำบ่อยๆ ลองหาวิธีไปเรื่อยๆ ให้มันตรงตามสเก็ตซ์ พอหลังๆ มามันก็ทำได้จริงๆ พอวันส่งเราเอาไปให้เขาดูเขาก็โอเค เพราะมันเห็นภาพมากกว่าตอนแรกเยอะ ดูเขาก็ว้าวกับงานเรา ยิ่งเข้ารอบลึกๆ เขายิ่งดูสนใจ เราก็ปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น ให้มินิมอลขึ้น ออกแบบให้มันปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามโอกาส มีหลายขนาด ใส่ได้หลายชุด ใส่ชุดเดียวก็ได้ ใส่ครบชุดเลยก็ได้ ใส่ง่ายเพราะคิดตัวประกบเอง“

แบ่งเวลาทำงานประกวดกับงานโปรเจคของมหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด
เธอเล่าว่าการทำงานประกวดควบคู่กับงานโปรเจคที่มหาวิทยาลัยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะความรับผิดชอบเยอะมากจนตัวเธอเองก็แทบไม่ไหวจนจะถอนตัวเหมือนกัน “ช่วงที่แข่งขัน เรามีงานโปรเจคที่ต้องรับผิดชอบด้วย แต่ยังทำต่อ ใจสู้อยากจะสู้ต่อ ส่วนเพื่อนๆ คนอื่นเขาก็ถอนตัวกันไปหมดเพราะโปรเจคก็หนัก เลยเอาเวลาไปทำโปรเจคดีกว่า ช่วงเวลาตอนนั้นคือมันหนักมากเพราะเราทำคนเดียว ไม่มีเพื่อนช่วยเพราะเพื่อนๆ ก็เดือดโปรเจคเหมือนกัน หอบงานมานั่งทำที่หอ แวะไปช็อปบ้างไปขอคำปรึกษาจากพี่ๆ ลุงช็อป มีอาจารย์ที่สอนทำจิวเวอร์รี่ช่วยให้คำปรึกษาหาร้านเชื่อมให้”

 

ช่วงที่แย่ที่สุดในชีวิต นำไปสู่ช่วงที่ดีที่สุดในชีวิต
ฟังน้องเรย์เล่าด้วยอารมณ์บ่นๆ เล็กๆ ว่าไม่รู้ทำไมเวลามีพรีเซนต์ของกองประกวดจะชอบตรงกับวันส่งงานที่คณะตลอด ซึ่งมันทำให้เธอคิดหนักกับการจัดแบ่งเวลา เพราะทุกสิ่งก็สำคัญไปหมด ขาดอะไรไปไม่ได้ “มีช่วงนึงที่คณะเป็นช่วงไฟนอลโปรเจคแถมตรงกับวันพรีเซนต์ประกวดด้วย มันเลยทำให้เราเครียดมาก ทำงานไม่หยุดเลย ก่อนวันที่ต้องสู้กับความเหนื่อยของตัวเองในการทำพรีเซนต์ทั้งสองที่ให้ได้ ที่บ้านก็โทรมาบอกว่าคุณตาเสีย พรีเซนต์เสร็จนั่งเครื่องกลับมางานศพตานะ เราตอนนั้นคือคิดกับตัวเองว่าเรามีอะไรให้ทำเยอะมากในวันนึง ก็พยายามจัดการเวลาให้ได้ เช้าวันนั้นไปจัดเตรียมงานเตรียมที่จะพรีเซนต์ไฟนอลเตรียมไว้ แล้วก็นั่งรถแท็กซี่ไปพรีเซนต์งานประกวดต่อ เสร็จแล้วก็ต้องวนกลับมาพรีเซนต์ไฟนอลโปรเจค ซึ่งมันไม่ทัน เขาไม่ยอมให้พรีเซนต์แล้ว แถมไม่ยอมให้เข้าไปดูด้วย เลยยืนร้องไห้หน้าห้องพรีเซนต์เลย เวลาตอนนั้นเดินไวมาก เครื่องกำลังจะออกแต่เรายังนั่งร้องไห้อยู่บนแท็กซี่ พี่คนขับเขาก็บอกไม่ทันแล้วน้อง เราเลยโอเคนั่งรถไฟแอร์พอร์ทลิ้งไปแทนแล้วกัน แล้วค่อยไปซื้อตั๋วใหม่ที่ดอนเมือง น้ำตาก็ยังไหลไม่หยุด อยู่บนรถไฟก็ร้องไห้อยู่นั่นแหละ อายคนมากแต่หยุดร้องไม่ได้ ใช้วิธีไปอยู่มุมประตูหันหน้าเข้ามุม ที่บ้านก็โทรมาบ่นว่าตาเสียทำไมไม่ยอมกลับมา หน้าชาไปหมด ไม่รู้จะทำยังไงต่อ งานที่กองประกวดมันออกมาดีมาก แต่ชีวิตเรียนกับชีวิตครอบครัวเรามันกำลังแย่ ไม่รู้จะเอามาหักลบกันยังไง”

เอาแรงมาสู้ต่อหลังจากที่รู้สึกว่าทุกอย่างพัง

หลังจากกลับมา เธอยังอยากสู้ต่อ อย่างน้อยมันก็คุ้มที่จะเสี่ยงดู “มันยังเหลือแรงให้ทำประกวดต่อเพราะผลที่ออกมามันมีลุ้น กรรมการเขาดูชอบงานเรา เขาว้าวงานเรามาก เลยเอาแรงเฮือกสุดท้ายมาทำต่อ กลับมาตัดผมสั้นเลยหัวจะได้โล่งๆ ยื่นกรรไกรให้เพื่อนตัดเลย ใช้วิธีปรับอารมณ์เพื่อรับมือกับใจตัวเอง พยายามทำตัวอารมณ์ดี ยิ้มกับทุกคนทั้งที่ในใจคืออยากร้องไห้มาก แล้วก้มหน้าทำงานต่อไปให้สุด จากวันที่ไม่ได้พรีเซนต์โปรเจคก็ลุยต่อจนชนะ แล้วก็รู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงจริงๆ “

 

ประสบการณ์จากการประกวดเปลี่ยนชีวิต
พอมาประกวดรู้สึกว่าโครงการนี้ให้อะไรเราเยอะมาก เราเลยไม่อยากปล่อย อยากสู้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะรู้สึกได้ว่ามันดีขึ้นๆ ปรับทางไปเรื่อยๆ ซึ่งมันก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเห็นความเป็นตัวเองขึ้นเรื่อยๆ จากที่แต่ก่อนเอาแต่คอยตามคนอื่น มันเปลี่ยนมุมมองของเราไปเลย ที่ผ่านมาในคณะเราใช้ชีวิตแค่ว่าต้องทำงานดีๆ เพื่อจะแลกกับเกรด พอเรามาลงแข่งมันคือชีวิตจริง ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ต้องคิดคำนึงถึงหลายสิ่ง ตอนนี้คิดแค่ว่าอยากเรียนให้จบก่อน แต่ในอนาคตอาจจะต่อยอดเป็นแบรนด์เครื่องประดับของตัวเอง รู้ใจตัวเองแล้วว่าชอบจิวเวอร์รี่มากกว่าสิ่งทอ

ชีวิตที่ทำตามคนอื่นมาตลอด
เธอเป็นเด็กขี้อายที่ไม่เคยคิดริเริ่มอะไร มีแต่ทำตามเพื่อนทำตามที่คนอื่นบอกมาว่าอะไรดีก็ทำ “ตอนเด็กๆ ไม่เคยคิดว่าจะโตมาเป็นอะไร เห็นว่าเพื่อนเรียนอะไรก็เรียนตามเพื่อนไป เพื่อนเรียนสายวิทย์เราก็เรียนทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปเรียนต่ออะไร ตามเพื่อนไปเรื่อยๆ จะมาค้นพบด้วยตัวเองว่าเราชอบความเป็นศิลป์ทีหลัง แต่ดันเรียนวิทย์ไปแล้ว เลยลองหาดูว่ามันมีอะไรที่เรียนกึ่งๆ ทั้งวิทย์ทั้งศิลป์บ้าง ใช้วิธีค้นหาตัวเองด้วยเปิดรีวิวในเน็ตว่ามีคณะอะไรที่น่าสนใจ ไปทดลองไปทดสอบว่าเราเหมาะกับคุณะอะไร สรุปผลออกมาว่าเราเหมาะจะเรียนสถาปัตย์ พอรู้ว่าเหมาะกับอะไรก็ตั้งใจติวสถาปัตย์ 1 เดือนสุดท้ายก่อนสอบที่ลาดกระบัง คิดไว้แค่ว่าต้องติดที่นี่ให้ได้ ตอนแรกติวสถาปัตยกรรมภายในแต่รู้สึกไม่ใช่ทาง สเกลงานใหญ่เกินไป อยากทำอะไรที่เล็กลงมาก็เลยเลือกเรียนศิลปะอุตสาหกรรมแทน”

 

เคยฝันว่าอยากเป็นหมอ
แต่ก่อนใครๆ ก็คิดว่าการเป็นหมอคือวิชาชีพที่สูงที่สุดและเก่งที่สุด น้องเรย์ก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอเลยมีความคิดที่อยากจะเป็นหมอ “เห็นแต่ก่อนเขามีกระแสอยากเป็นหมอกัน มีแต่คนบอกว่าถ้าอยากเก่งก็ต้องเป็นหมอ เราก็เลยอยากเป็นหมอบ้าง พอหลังๆ ความคิดเริ่มตกตะกอน เริ่มเป็นตัวของตัวเองขึ้น ก็เลยเอาตัวเองออกมาจากวงจรตามเพื่อน เพื่อนเรียนวิทย์เพื่อนไปเป็นหมอเป็นพยาบาลกัน แต่เราเรียนวิทย์เพื่อเป็นนักออกแบบ”

เด็กต่างจังหวัดตัวเล็กๆ ที่เพิ่มตามหาฝันเจอ
หลังจากที่เธอได้รู้ใจตัวเองว่าอยากเป็นนักออกแบบ เธอก็จับกลุ่มกับเพื่อนลงมาเรียนพิเศษที่กรุงเทพเพื่อเตรียมตัวสอบที่มหาวิทยาลัยที่เธออยากจะเข้าให้ได้ “หนูเป็นคนเชียงรายแต่มีญาติอยู่กรุงเทพ ที่บ้านก็มาส่งหนูเรียนพิเศษที่กรุงเทพเพราะห่วง กลัวโดนหลอก เพราะเราก็หาครูที่สอนติวในอินเตอร์เน็ต เรียนเสร็จก็กลับไปเรียนหนังสือต่อที่เชียงราย เวลาส่งงานให้ดูก็ส่งมาให้พี่ที่ติวผ่านทางเน็ต ให้เขาช่วยแนะนำ ติข้อเสียให้เรา”

 

ยอมเป็นเด็กดื้อเพราะอยากทำในสิ่งที่ชอบ
ที่บ้านของเรย์ไม่ได้บังคับหรือสนับสนุนอะไรเลยที่เธอจะเป็นนักออกแบบ แต่ก็มีเข้ามาช่วยสนับสนุนบ้างเวลาที่เธอดื้อจะลงมือทำอะไรสักอย่างที่เธออยากทำ “เขาก็อยากให้เราเป็นข้าราชการนะ อะไรก็ได้ที่เป็นข้าราชการ เพราะมันมั่นคง แต่เราเป็นเด็กดื้อ ถ้าชอบอะไรก็อยากจะทำอันนั้นให้ได้ แล้วก็จะทำให้เขามั่นใจว่าเราทำได้จริงๆ เอาความสัมเร็จมาพิสูจน์ให้เขาเห็น ตอนอยากเข้าที่ลาดกระบังเราก็ดื้อจะสอบให้ได้ พอติดแล้วเขาก็มีมาถามว่าศิลปะอุตสาหกรรมนี่มันเกี่ยวกับอะไร ก็เล่าให้เขาฟังว่าเราทำสินค้าต่างๆ นะ เฟอร์นิเจอร์ ย้อมผ้า หลายอย่าง เข้าช็อปลงมือทำนะ เขาก็เลยให้เรียน “

ขี้อายคนหนึ่ง เริ่มต้นตัวคนเดียวในมหาลัย
น้องเรย์มาเริ่มต้นที่คณะคนเดียว ไม่มีเพื่อนเลย เพราะเพื่อนๆ ในห้องเรียนไปเลือกเรียนสายวิทย์หมด “ในห้องเขาก็จะมีกรุ๊ปไลน์กัน แต่เราไม่กล้าตอบเข้าไปนะ แอบส่องเฉยๆ เวลามีคำถามอะไรก็จะเลือกทักไปถามคนที่ภาพโปร์ไฟล์หน้าตาดูใจดีๆ พอหลังๆ เพื่อนก็เริ่มมาคุยด้วยเพราะไม่กล้าคุยกับคนอื่นก่อน แต่เพื่อนๆ ที่คณะใจดี ดูแล ช่วยกัน ไปส่งกันที่หอ ชีวิตก็โอเคดี ช่วงแรกๆ ก็จะเหนื่อยหน่อยเพราะเข้าเชียร์ ทำกิจกรรม ตอนนี้ไม่ค่อยเข้าแล้ว แว้บๆ ไปบ้าง เพราะเริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว ทำโปรเจคอย่างเดียว”

 

ก่อนมาเรียนออกแบบ เราวาดภาพไว้ว่านักออกแบบจะออกแบบแค่ชุดสวยๆ
น้องเรย์ฝันอยากเป็นดีไซน์เนอร์ และเข้าใจเพียงแค่ว่าดีไซน์เนอร์จะออกแบบแค่ชุดสวยๆ เดินในรันเวย์อย่างเดียว “ไม่เคยคิดว่าสถาปนิกก็คือดีไซน์เนอร์ด้วยเหมือนกัน พอมาเรียนออกแบบแล้วเลยรู้ว่าดีไซน์เนอร์ก็มีหลายรูปแบบ และการเป็นดีไซน์เนอร์มันก็ยากกว่าที่คิด คือต้องทำผลงานที่ใช้ความคิด วิเคราะห์ มีความเป็นตัวของตัวเองอยู่ในนั้น มันลึกซึ้งกว่าที่เราเคยคิด”

เอาแต่ใจตัวเองบ้าง จะได้รู้ว่าเราชอบอะไร
น้องเรย์ได้ทิ้งท้ายด้วยการแชร์เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ของเธอเองให้ชาวคลีโอหลายๆ คนที่กำลังตามหาสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ ได้รู้ว่า “ลองทำอะไรด้วยตัวเองดู ลองไปไหนคนเดียว ลองทำอะไรคนเดียวแบบที่ไม่ต้องไปกับเพื่อน ไม่ต้องตามใครดูบ้าง มันถึงจะเจอสิ่งที่เราถนัดที่เราชอบ เวลาไปกับเพื่อน เพื่อนคิดอันนี้ทำอันนี้ เราก็อาจจะเกรงใจทำตามเพื่อนไป แล้วเมื่อไหร่เราจะเป็นตัวเอง จะเจอตัวเอง เชื่อว่าทุกๆ คนต้องมีวันที่แย่ แต่เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป หาอะไรทำ ทำสิ่งที่อยากทำให้สุด อย่าท้อ ลองทำตามใจตัวเองดูบ้าง แล้วให้ตัวเราเยียวยาตัวเอง”