สีลิปสติกที่คุณแม่ชอบใช้ คืออินสไปร์สีลิปส์คอลเลกชั่นใหม่ของแบรนด์เธอ

เรื่องราวน่ารัก อ่านแล้วซึ้ง+ ยิ้มได้ของคลีโอเดือนนี้ เข้ากับวันแม่ปีนี้ที่สุด เธอคือ บีม ปิ่นจิดา ดิลกแพทย์ สาวสวยอายุ 23ปี เจ้าของธุรกิจลิปสติกที่เรียนจบสถาปัตย์ โดยมีคุณแม่เป็นแรงบันดาลใจและกำลังใจสำคัญจนสำเร็จในวันนี้ ล่าสุดเธอมีไอเดียน่ารักจากสีลิปสติกโปรดของคุณแม่มาครีเอทเป็นคอลเลกชั่นใหม่ให้คุณแม่เธอได้ใช้ทุกวัน

จากเกมเดอะซิมส์ ทำให้อยากเรียนสถาปัตย์

ตั้งแต่เด็ก บีมมีความฝันว่าอยากออกแบบบ้านของตัวเอง เธอเลยมาเล่นเกมเดอะซิมส์ที่ช่วยสร้างบ้านในจินตนาการของตัวเองทุกวัน “เราเล่นเกมเดอะซิมส์ทุกวันจนกลายเป็นแพชชั่นตั้งแต่เด็กให้เราอยากเรียนออกแบบ จนวันหนึ่งบ้านเรากำลังจะสร้าง พ่อเลยพาเราไปเลือกวัสดุตั้งแต่กระเบื้องยันหลังคา มันเลยยิ่งตอกย้ำความรู้สึกเราว่าอยากจะเป็นสถาปนิกนี่แหละ ทั้งที่ตัวเองก็มาเรียนห้องวิทย์คณิต เราเลยคิดว่าความถนัดของเราอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสายวิชาที่เราเรียนก็ได้ ซึ่งในที่สุดเราก็ได้เรียนสถาปัตยกรรมอย่างที่ตั้งใจไว้จริง ๆ”

เริ่มค้นหาตัวเองอีกครั้ง หลังเรียนจบ

ชีวิตหลังเรียนจบก่อนจะประสบความสำเร็จของบีมก็เหมือนกับเด็กจบใหม่ทั่วไปที่อยากทำงานมีเงินใช้ แต่มันต่างออกไปตรงที่เธอวิ่งตามหาสิ่งที่ตัวเองรักจริงๆ อีกครั้ง “หลังจากเรียนจบเราโทรหาพ่อแม่ทุกวัน ถามเขาอยู่อย่างนั้น เด็กสมัยนี้ที่เก่งๆ รวยๆ เขาทำยังไง? ทำงานพนักงานเงินเดือนมันอาจจะได้เงินเดือนไม่พอสู้พี่ชายเราที่ทำงานเป็นหมอแน่ๆ ไม่ใช่ว่าเราอยากจะเอาชนะเขานะ แต่เราอยากให้เขาเห็นว่าเราก็ทำงานเงินเดือนสูงได้ในสายอาชีพเรา เราก็เลยผลักดันตัวเอง เริ่มจากการฝึกงานในวิชาที่เราเรียนมาก่อน ทำไปทำมามันไม่ใช่ เลยไปลองทำอย่างอื่นที่ใกล้เคียงกับที่เราเรียนมาก็คือออกแบบตกแต่งภายใน ปรากฏว่าทำแล้วชอบ เราก็เลยคิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากไปเรียนต่อด้านนี้แหละ”

 

คุณแม่….คนที่ทำให้หาความฝันเจอ

หลังจากที่บีมค่อยๆ ตามหาความฝันของเธอ เธอก็ได้พบช่องทางการทำธุรกิจที่เริ่มต้นจากตัวเธอเอง “เริ่มจากการที่เราเห็นความสำเร็จจากพ่อแม่ โดยเฉพาะคุณแม่ที่คอยให้กำลังใจ เป็นที่ปรึกษา เป็นทุกอย่างของเรา ซึ่งเราก็อยากเป็นแบบเขาให้ได้ คนอื่นเขาก็จะมองว่าเรามีพร้อมแล้วพ่อแม่สร้างมาให้ทุกอย่างแล้วไม่ต้องทำอะไรก็ได้ แต่เราอยากทำอะไรด้วยตัวเองระหว่างที่ว่างหลังจากเรียนจบ เรามีต้นทุนเป็นกำลังใจจากคุณแม่ เงินเก็บจากการที่เรารับจ๊อบเป็นฟรีแลนซ์ทำงานออกแบบ  และจุดขายเราที่เป็นจุดสนใจเวลาเราลงภาพในโซเชียล คนจะให้ความสนใจว่าเราใส่เสื้อผ้าแบรนด์อะไร เครื่องสำอางของอะไร เราก็เลยจะเริ่มจากสิ่งที่เราชอบที่สุดคือความสวยความงาม เครื่องสำอาง น่าจะดีกว่า เลยสร้างแบรนด์ดิ้งของตัวเอง แล้วก็ใช้ตัวเองนี่แหละเป็น stylist ทำแบรนด์ลิปสติกของตัวเองชื่อ พอลลีน ออริจินอล (Paulyn Original)”

จากสถาปนิก สู่เจ้าของแบรนด์ลิปสติก

ถึงแม้ธุรกิจของบีมจะไม่ตรงกับสายที่เธอเรียนมา แต่เธอก็ยอมรับเลยว่าการเรียนสถาปัตย์มีประโยชน์ต่อธุรกิจของเธอจริงๆ “บีมรู้สึกว่าการเรียนออกแบบสถาปัตย์ให้อะไรเราเยอะมาก เพราะเราไม่ได้เรียนแค่ออกแบบบ้าน แต่เราต้องวิเคราะห์ หาข้อมูล สร้างแบรนด์ดิ้ง มู้ดแอนด์โทน ทุกๆอย่าง ซึ่งสกิลเหล่านี้มาช่วยออกแบบอย่างอื่นได้”

“….ช่วงแรกเราเข้าแล็บไปดูขั้นตอนการทำลิปสติกด้วยตัวเอง เพราะเราแพ้ง่าย พอแบรนด์ออกมาเราเริ่มขายด้วยตัวเองก่อน แต่พอทำๆ ไปเราคิดได้ว่าทำคนเดียวไม่มีทางประสบความสำเร็จหรอก เลยสร้างทีมของเราก็คือกลุ่มตัวแทนให้เขากระจายสินค้าด้วยคอนเนคชั่นของเขาเอง ต้องยอมรับเลยว่าที่ผ่านมาเราเป็นแค่นักออกแบบ ไม่เคยขายของเลย ก็ต้องเรียนรู้มุมมองจากตัวแทนที่มีประสบการณ์มากกว่าเราไปด้วย หลังจากเริ่มเปิดตัวแบรนด์พอลลีนมาได้ 4 เดือนถือว่าผลตอบรับดีจนต้องรีบออกคอลเลกชั่นสีมาใหม่เพราะเสียงเรียกร้องเยอะมากจริงๆ”

 

 

ลิปสติกคอลเลกชั่นใหม่ แรงบันดาลจากคุณแม่

เราถามบีมถึงความคืบหน้าของคอลเลกชั่นใหม่ที่เปิดตัวช่วงวันแม่ บีมเล่าไอเดียว่าเธออยากจะทำเป็นคอลเลกชั่นให้คุณแม่เธอโดยเฉพาะ “เวลาเราจะทำอะไรสักอย่าง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจจากแม่ เพราะแม่เป็นไอดอลของเรา ตอนเริ่มแบรนด์เราทำ 6 สีก่อน เป็นสีวัยรุ่นเลย ผลตอบรับดีมาก แต่กลายเป็นแม่ของเรากลับต้องมามิกซ์สีลิปสติกสองสามสีเพื่อใช้ลิปสติกแบรนด์เรา เลยคิดว่าต่อให้ทำลิปสติกมาเยอะเป็นสิบๆ สีแต่ไม่มีสีที่แม่ชอบเลยมันก็ไม่ใช่ สีที่จะทำออกมาเพื่ออยากให้แม่เราได้ใช้ทุกวัน เลยทำลิปสติกคอลเลกชั่นใหม่เป็นสีโปรดของแม่เรา ซึ่งก็บังเอิญเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันแม่พอดี”


อยากทำแบรนด์พอลลีนให้ปังก่อนไปเรียนต่อ

บีมเล่าว่าช่วงปิดเทอมเธอได้ไปเทคคอร์สออกแบบตกแต่งภายในที่สถาบันออกแบบแห่งหนึ่งที่ลอนดอน ซึ่งเธอชอบมากและอยากหาโอกาสกลับไปเรียนอีก “เป็นโชคของเราที่ทางสถาบันให้ความสนใจในผลงานของเรา และติดต่อมาเพื่อให้เราไปสัมภาษณ์ตัวต่อตัว เขาดูสนใจโปรเจคจบของเราที่ทำเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่เราได้เข้าไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือด้านการออกแบบ และเยียวยาจิตใจชาวบ้าน เราว่าตรงนี้แหละที่เราคิดว่ามันมีผลให้เขาตอบตกลงรับเราเข้าไปเรียน แต่เราก็ต้องขอใช้เวลากับพอลลีนก่อน เพราะเรารักพอลลีนมาก ไม่อยากจะทิ้งไป ไม่อยากฝากไว้ที่ใคร อยากจัดการพอลลีนให้ดีก่อนค่อยคิดต่อว่าจะไปเรียนต่อเมื่อไหร่ เพราะเราก็อยากไปรับมุมมองของชาวต่างชาติมาพัฒนาแบรนด์พอลลีนเพื่อตีตลาดต่างประเทศในอนาคตเหมือนกัน”

ความรักในครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง เพราะมีรัก ถึงมีแรง

สำหรับบีม เธอให้ความสำคัญกับความรักจากครอบครัวเป็นหลัก เพราะมันเป็นความรักที่มั่นคงที่สุด ไม่มีวันหายไปและไม่มีวันหาได้จากที่ไหนอีก “ความรักเกิดจากสถาบันครอบครัวก่อน ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีครอบครัวเป็นสิ่งซับพอร์ท คนอื่นถือว่าเป็นคนนอก ที่เข้ามา come and go แต่ตัวเราเองก็จะอยู่กับเราตลอดไปและครอบครัวก็คือความรักที่ดีที่สุด”

 

 

“….เราเป็นคนที่ได้ความรักรอบตัวเยอะมาก จากพ่อแม่ คนรัก พี่น้อง เพื่อนฝูง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่เพียงพอ เป็นกำลังใจสำคัญของเรา ทำให้เราประสบความสำเร็จทุกอย่าง”

ภายใต้ความสำเร็จของบีม เราสัมผัสได้ถึงพลังความมุ่งมั่นและความคิดบวกของเธอที่เธอได้ฝากไว้ว่า “เราอยากให้ทุกคนเห็นค่าของตัวเอง อยากให้มองโลกให้ดีไว้ ตื่นเช้ามาให้นึกถึงแต่เรื่องดีๆ ถ้าเราคิดถึงเรื่องอะไรตอนตื่น สิ่งแรกที่เราคิดมันจะอยู่กับเราทั้งวัน เราจะคิดเสมอว่าเราจะไม่เกลียดหรือโกรธใครถ้าเขาจะโกรธเรา เราจะให้ความรักกับเขาแทน เพราะเราเชื่อว่าทุกอย่างที่เราได้มาในชีวิตคือเราได้รับมาจากคนอื่นดังนั้นเราก็ควรจะรักคนอื่นกลับไป เราต้องใช้ความรักในการอยู่ร่วมโลกกับคนอื่นเท่านั้น