เธอมีแพชชั่นที่จะสืบต่อการย้อมคราม จนมีโอกาสได้ทำงานครามให้คลับดังบนห้างหรู

พูดถึงการย้อมคราม เชื่อว่าทุกๆ คนอาจจะเคยได้ยินผ่านหู ได้ดูผ่านตามาบ้างว่าคือการย้อมผ้าให้เป็นสีน้ำเงินเข้มๆ น้อยคนนักถึงจะรู้จริงๆ ว่าย้อมครามคืออะไร ทำอย่างไร? แต่ผู้หญิงอายุ 22 ปีคนนี้อยากมาเล่าให้พวกเราอ่านกัน

 

ด้วยกระแสสังคมที่โหยหางานอดิเรกทำแก้เครียดและราคาของค่าคอร์สที่ไม่ได้แพงมากนัก จึงเปิดให้มีการเวิร์คช็อปกันอย่างแพร่หลาย ทำให้เกิดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เมื่อได้ลองซื้อคอร์สมาเรียนย้อมครามสนุกๆ แต่กลับหลงรัก และสนใจที่อยากจะลงลึกถึงแก่นแท้ของการย้อมคราม อยากจะอนุรักษ์วิถีชีวิตแบบนี้ไว้ทำให้การย้อมครามเริ่มมาได้รับความนิยมและถูกแชร์ลงบนโลกโซเชียลมากขึ้นจากที่มันเคยหายไป

“อุ๋งอิ๋ง – สุรางคณา บุญสวน” คนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในเสน่ห์ของผ้ามัดย้อมครามและอยากจะบอกเล่าวิถีชีวิตนี้ให้คนรุ่นต่อๆ ไปได้เห็นด้วยอุดมคติที่ว่า “เราตายไป แต่ครามจะไม่ตายไปกับเรา”

                                 อุ๋งอิ๋ง – สุรางคณา บุญสวน  22 ปี

ย้อมครามคืออะไร?

คือการใช้ผ้าเส้นใยธรรมชาติ 100% ที่ย้อมด้วยครามจนมีเฉดสีฟ้าถึงสีน้ำเงินเข้ม ในปัจจุบันมีการผสมเทคนิคใหม่ๆ เช่น การมัดย้อม การเขียนเทียน บาติก แล้วแต่เทคนิคละที่

รู้จักครามได้ยังไง?

เราเดาว่าที่อุ๋งอิ๋งมีความสนใจในครามขนาดนี้ เธอคงอาจจะถูกปลูกฝังเรื่องการย้อมคราม หรือได้คลุกคลีกับเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กแน่ๆ แต่เปล่าเลย เธอเป็นคนรุ่นใหม่ที่เกิดในเมืองใหญ่ และเพิ่งเริ่มรู้จักการย้อมครามจริงๆ ได้ไม่ถึงปี “วันหนึ่งเราก็ใช้ชีวิตปกติ เลื่อนหน้าเฟซบุ๊คดูนั่นนี่ไปตามประสา แล้วไปเจอกับโพสประกาศรับสมัครเวิร์คช็อปของสถาบันหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจบวกกับอยากจะหาอะไรทำก็เลยตัดสินใจไปเรียนดู พอเรียนแล้วชอบก็เลยหาข้อมูลติดตามข้อมูลมาเรื่อยๆ”

แต่ก่อนคิดว่าย้อมครามก็คือผ้าที่ย้อมสี แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าย้อมครามลึกซึ้งกว่านั้น

หลังจากเข้ามาเริ่มซึมซับแก่นแท้ของการย้อมครามจริงๆ อุ๋งอุ๋งก็มองครามเปลี่ยนไป “จริงๆ แล้วแต่ก่อนแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าอันไหนคือย้อมคราม อันไหนย้อมเคมี กรรมวิธีมันต่างกันมาก โดยเฉพาะย้อมคราม มันมีมากกว่าเอาผ้าจุ่มน้ำ แต่มันมีหมด ทั้งการคาดคะเน ความอดทน การฝึกอะไรหลายๆ อย่างด้วย พอได้ทำมันก็ให้อะไรเราหลายๆ อย่าง มีสมาธิมากขึ้น ใจเย็นมากขึ้นด้วย คือพูดได้เลยว่าย้อมครามมันมีอะไรมากกว่าเคมีเยอะ เหมือนที่ใครๆ ก็บอกกันว่าธรรมชาติดีกว่าเคมี อันนี้จริงมากๆ!”

ครามมาจากต้นไม้สีเขียวธรรมดาๆ ไม่ใช่ใบไม้สีฟ้า

เราคิดภาพไปต่างๆ นานา ว่าครามต้องเป็นต้นไม้สีฟ้า หรืออาจจะมีผลที่ให้สีฟ้า แต่จริงๆ แล้วเรามโนกันไปเองทั้งนั้น “ครามคือต้นไม้นะ เป็นใบไม้สีเขียวนี่แหละ ไม่ใช่ใบไม้สีฟ้าหรอก(หัวเราะ) เป็นพืชล้มลุก ตระกูลถั่ว ปลูกหลังจากทำนาเสร็จแล้ว พื้นที่นาว่างเขาก็เอาครามมาปลูก ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน เนื้อครามจะใช้ได้ 1 ปี ทำทุกปี พอหลังจากที่ช่วงหลังๆ ครามได้รับความนิยม ตอนนี้คนก็แยกส่วน ปลูกข้าวก็ส่วนปลูกข้าว ปลูกครามก็ส่วนปลูกคราม ตอนนี้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจไปแล้ว”

 

ตอนนี้กำลังพยายามปลูกต้นครามอยู่

รู้มาว่าอุ๋งอิ๋งลองพยายามปลูกครามเพราะอยากรู้ว่าต้นมันเป็นยังไง “ปลูกไป 16 เมล็ด ขึ้นมา 8 ต้น เป็นต้นครามจริงๆ ไม่ใช่ต้นกระถินก็ดีใจแล้ว(ยิ้ม)”

ครามเป็นสิ่งมีชิวิตนะ

พอรู้ว่าครามเป็นแค่ต้นไม้สีเขียวธรรมดาๆ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยขึ้นว่า แล้วอย่างนี้ครามจะเกิดสีได้ต้องทำอะไรอีก เราเริ่มเชื่อขึ้นมาบ้างแล้วว่าย้อมครามมีความลึกซึ้งมากกว่าการย้อมเคมีจริงๆ “การจะทำให้ครามเกิดปฏิกริยาของสี เราจะเอาของที่เป็นกรดกับด่างมารวมกันให้เกิดจุลินทรีย์ แล้วใช้อากาศเข้ามาออกซิไดซ์ ครามจะกินจุลินทรีย์เพื่อที่ทำให้ครามติดสี ก็เลยต้องตื่นมาคนหม้อครามทุกเช้าเพื่อกระตุ้นให้มันกินจุลินทรีย์ ผ้าจะได้ติดสี เหมือนเลี้ยงลูก คอยให้อาหาร คอยเล่นด้วย”

เมื่อเราเดินมาอยู่ในจุดที่อยากจะย้อมครามจนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

วันนี้อุ๋งอิ๋งได้นำการย้อมครามเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันเธอไปแล้ว และเธอก็ดูจะแฮปปี้กับมันมากด้วย เพราะเธอรู้แล้วว่ามันคือสิ่งที่เธอรักจริงๆ “พอเรายิ่งศึกษา ยิ่งหาข้อมูล ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เรามีมันเหลือน้อยแล้ว มัน rare item มากๆ นับเปอร์เซ็นจากทั้งโลก 100% ตอนนี้เหลือแค่ 3-4% เอง ถ้าไม่นับว่าประเทศไหนเริ่มก่อนนะ เน้นแค่ว่าตอนนี้ในไทยยังมี คนสมัยนี้เขาไม่ค่อยย้อมผ้า ทอผ้ากันแล้ว เขามาทำงานในเมือง ทำงานออฟฟิศ ไม่ได้เห็นความสำคัญตรงนี้ สักวันมันอาจจะหายไปจริงๆ ยิ่งทำให้เราอยากสืบทอด อยากทำต่อจริงๆ”

ได้ลองมีโอกาสทำผลงานออกมาให้เห็นบ้างก็ถือเป็นโอกาสที่ดี

อุ๋งอิ๋งได้มีผลงานออกมาหลังจากที่เริ่มย้อมครามมาได้ไม่ถึงปี และเธอยังมีเพจสำหรับบอกเล่ากิจกรรมของเธอลงบนเฟซบุ๊คด้วย “มีคุณครูท่านหนึ่งที่เราไปเรียนด้วยเขาติดต่อมาให้ช่วยเขาย้อมผ้า เป็นงานของร้าน SIWILAI CITY CLUB ที่ห้าง Central Embassy ให้ย้อมครามไล่เฉดสี(ดริปดราย – ย้อมแล้วยกขึ้นให้ผ้าไล่สี) งานหินอยู่เหมือนกันนะ เพราะย้อมครามแบบไล่สียากถ้าเทียบกับแบบเคมี ต้องมาขยำๆ ใช้มือเราส่งแรงให้สีเข้าไปในผ้า แต่พอเห็นผลงานที่ออกมาแล้วเราทั้งคู่ก็ชื่นใจ แล้วตอนนี้เพิ่งเริ่มเปิดเพจในเฟซบุ๊คชื่อเพจ Tang’nin สำหรับบอกเล่า แล้วก็อัพเดตผลงานอยู่ค่ะ”

อย่าให้มันหายไป ช่วยอนุรักษ์คนละไม้คนละมือ

อุ๋งอิ๋งทิ้งท้ายไว้ให้เราถึงความรู้สึกของเธอ และฝากถึงทุกๆ คนว่า “รู้สึกดีใจที่เพราะโซเชียลทำให้เราได้มารู้จักการย้อมคราม แล้วก็ดีใจที่มีคนสนใจ เหมือนได้ผู้ร่วมอุดมการณ์เพิ่มอีก ใน 1 คอร์สมีคน 12 คนที่เรียนย้อมคราม แค่มี 1 คนใน 12 ที่สนใจอยากจะสืบทอด อยากจะสานต่อ ลองนับดูว่าถ้ามี 100 คอร์สก็จะได้ 100 คน ก็ถือว่าเยอะแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่ามันจะไม่ตายไปนะ มันจะยังอยู่”

“สิ่งที่เห็นมันคือวิถีชีวิต ภูมิปัญญา ซึ่งมาจากคนรุ่นก่อน  สิ่งที่เรามีตอนนี้มันยังไม่ถึงเสี้ยวความลึกซึ้งจริงๆ ที่เคยมีอยู่ แล้วกำลังจะเลือนหายไปแล้วนะ อยากให้อนุรักษ์ อยากให้เห็นค่ามัน ที่เห็นว่าผ้าอันเล็กๆ ทำไมราคาแพงจัง อย่าสงสัยเลย เพราะกว่าจะได้สักผืนมันผ่านกรรมวิธีอะไรมาเยอะ อยากให้ส่งเสริม อุดหนุน สนับสนุนพ่อครู แม่ครูที่เขาย้อมผ้า ทอผ้ามาแค่นี้ก็ดีใจแล้วค่ะ”

 

บทสัมภาษณ์จบลงด้วยรอยยิ้มของอุ๋งอิ๋ง เราสังเกตเห็นว่ามีร่องรอยของครามที่ล้างไม่ออกบนมือเธอ นั่นคือหลักฐานที่ยืนยันว่าเธอยังคงทำมันอยู่ และทำมันทุกวันอย่างเต็มที่ ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของเธอครั้งนี้อาจไม่ยิ่งใหญ่มากมายนักสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเธอ การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและยังเป็นความรักที่จะมอบให้คนอื่นได้อีก มันยิ่งใหญ่มากพอจะทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งพร้อมจะสู้ต่อไป ต้นครามน้อยๆ ของเธองอกแล้ว และมกำลังจะเติบโต ผลิดอกออกใบ เหมือนที่เธอกำลังจะเติบโตไปพร้อมความฝันของเธอเช่นกัน