“เบ็นซ์ นิษฐกานต์” นางเอก MV และผู้กำกับหญิง “กว่า MV จะออกมาปัง ต้องเปิดเพลงฟังเป็นพันๆ รอบ”

เชื่อว่าใครหลายๆ คนต้องได้ดู MV เพลงสุดฮิตของ Room39 เพลงความจริง เพลงรักตัวเอง ที่มี “นิษฐกานต์ แก้วปิยสวัสดิ์ – เบ็นซ์” สาวสวยหน้าเก๋ อายุ 24 ปี มารับบทเป็นนางเอก MV แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆ แล้วเธอคือหนึ่งในผู้กำกับเพลงสุดฮอต “เผด็จเกิร์ล” ของวง Tattoo Colour ที่ทำเอาคุณผู้ชายที่คนที่ตกอยู่ในสภาวะที่ถูกแฟนสาวเผด็จการต้องกดไลค์กดแชร์กันถล่มถลาย เพราะความหมายและ MV เพลงมันจี้ดโดนใจสุดๆ เรียกว่าตอนนี้เธอได้กลายเป็นผู้กำกับหญิงที่ฮอตสุดๆ เลยก็ว่าได้

 

อาชีพผู้กำกับในบทบาทของเบ็นซ์

เบ็นซ์ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับอยู่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งแถมยังควบตำแหน่งรับกำกับด้วย “งานผู้กำกับเป็นงานที่เหนื่อยแหละ แต่ว่ามันยังมีพลังที่จะตื่นเช้าไปทำงาน เราไม่ได้รู้สึกแบบคนอื่นว่า เออนี่วันจันทร์อีกแล้ว เพราะว่าการทำงานภาพยนตร์มันคือทุกวันมีงาน เลยไม่ต้องมานั่งรอวันหยุด เราเอนจอยกับสิ่งที่เราทำ ยังอยากรู้ตรงนี้เพิ่มอีก มันสนุกที่ได้ทำงานกับคนหลายๆ แบบ” ระหว่างที่ตอบก็ยิ้มแย้มแจ่มใส งานหนักทำอะไรเธอไม่ได้จริงๆ “พอเป็นผู้กำกับแล้วเราก็จะเข้าใจว่าแต่ละคนมีเหตุผลอะไรในการทำงาน เวลาเจอปัญหาต้องแก้ยังไง… เป็นการฝึกตัวเอง”

 

เรียนทำภาพยนต์มา เลยเดินหน้ามาเป็นผู้กำกับ

เบ็นซ์เรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาภาพยนตร์จากพระจอมเกล้าฯลาดกระบัง ซึ่งก็นับว่าเป็นการต่อยอดจากสายตรงมาสู่การเป็นผู้กำกับเลย แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆ แล้ว เธอเองไม่ได้ไฝ่ฝันว่าจะมาเป็นผู้กำกับมาตั้งแต่แรก “เราไม่เคยตั้งใจจะเรียนภาพยนต์มาตั้งแต่แรก ตอนแรกอยากเป็นสถาปนิก เพราะว่าพ่อเป็นวิศวะโยธา” เบ็นซ์เติบโตมากับการเห็นพ่อนั่งเขียนแบบตั้งแต่ตอนเด็กๆ เธอจึงฝันไว้ว่าเมื่อเธอโตมา เธอก็อยากจะทำงานร่วมกันกับคุณพ่อ “มันน่าจะแฮปปี้ดีถ้าเราได้ทำงานด้วยกัน พ่อออกแบบโครงสร้าง ส่วนเราออกแบบความสวยงาม”

เธอติววิชาสถาปัตย์มาตลอด แต่ว่าตัวเธอเองสอบเข้าสาขาสถาปัตยกรรมภายในของสถาบันที่เธออยากเข้าจริงๆ ไม่ติด แต่ดันไปติดสาขาภาพยนต์แทน “มีติดสถาปัตย์ที่อื่นด้วยแต่ว่าเราอยากเรียนที่ลาดกระบัง ก็เลยคิดว่าเรียนภาพยนต์ไปก่อนแล้วกัน ค่อยซิ่วเอา ช่วงแรกที่เรียนก็ไม่ได้อินเท่าไหร่ แต่ใจมันขี้เกียจซิ่วแล้วก็เลยทนเรียนต่อ พอเริ่มไปฝึกงาน ได้ไปเห็นโลกข้างนอกมากขึ้น พบเจอวิธีที่จะทำให้อยู่กับสิ่งที่เราไม่ชอบในการเรียน มันก็เลยต่อยอดมาเป็นผู้กำกับในวันนี้”

 

โอกาสมักจะมาเมื่อเรามุ่งมั่นตั้งใจ

ตอนสมัยเรียน เบ็นซ์เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เริ่มทำตั้งแต่ปี 3 ทั้งเป็นตัวแสดงในโฆษณา ทำสไตล์ลิสต์ ไปทำนิตยสาร ทำให้เธอรู้สึกสนใจแฟชั่นประมาณนึง เธอเลยเอาแฟชั่นมาผนวกกับภาพยนตร์ เป็นแฟชั่นฟิล์มสำหรับผลงานทีสิสจบของเธอ “พอจบออกมาปุ๊บเราก็รู้สึกว่าแค่งานทีสิสมันไม่พอ ตั้งใจไว้เลยว่าอยากจะเป็นผู้กำกับ เลยทำแฟชั่นฟิล์มเพิ่มอีกเรื่องนึงไปยื่นกับบริษัทโฆษณา ซึ่งเขาก็บอกว่างานเรายังน้อยอยู่ เลยขอเขาเริ่มงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับก่อน ในระหว่างที่ทำงานพี่เจ้าของบริษัทที่เป็นผู้กำกับเขาก็เห็นแล้วว่าเราอยากเป็นผู้กำกับจริงๆ เขาก็เริ่มรับงาน MV มาให้ทำ ตัวแรกเริ่มที่เผด็จเกิร์ลของ Tattoo color ซึ่งพอตัว MV ปล่อยไป ฟีดแบคของผลงานค่อนข้างโอเค ทำให้ได้ทำงานกำกับมากขึ้น เริ่มมี MV ตัวอื่น มีโฆษณามาให้กำกับมากขึ้น”

 

งานผู้กำกับที่ใครๆ ก็มองว่าเท่

ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับก็ว่าเท่แล้ว นี่เธอเป็นถึงผู้กำกับหญิงเชียวนะ คงไม่ใช่แค่เท่ธรรมดาๆ แล้วล่ะ “เราก็ยังรู้สึกว่ามันเป็นงานที่เท่อยู่นะ(ขำ) เรามาเห็นมากขึ้นว่ากว่ามันจะเท่ได้มันเหนื่อย ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นผู้กำกับแล้วเท่ เราต้องทำให้คนเชื่องานเราก่อนว่างานเรามันดีจริง คนถึงจะมองว่าคุณเท่เพราะงานคุณดี เราเลิกโฟกัสว่าเราจะได้เป็นผู้กำกับที่เท่ แต่เราโฟกัสไปที่ว่าจะทำยังไงให้งานเราออกมาดีมากกว่า”

 

ผู้กำกับ

MV เผด็จเกิร์ล ผลงานแจ้งเกิดของเบ็นซ์

เบ็นซ์เล่าว่าเธอเป็นคนที่มีความสนใจกับสิ่งรอบๆ ตัว มักจะเสพข่าวตลอด อย่างตัว MV เผด็จเกิร์ลที่แอบสอดแทรกข้อคิดเข้าไปให้คนพยายามคิดตาม ทำให้คนที่ไม่ได้สนใจรู้สึกขึ้นมาว่าทำไมผู้กำกับคนนี้ต้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมา “งานเผด็จเกิร์ลเป็นงานที่กำกับร่วมกับพี่เจ้าของบริษัท เราว่ามันจะมาไม่ได้ถึงตรงนี้เลยถ้าไม่มีพี่เขาที่ช่วยแนะแนว ช่วยสอน รู้สึกดีใจนะที่คนชอบเยอะ แต่ก็ไม่ได้เหลิงว่าเราทำงานดีนะ ยิ่งตัวแรกดี มันยิ่งกดดัน แสดงว่าตัวที่สองมันจะน้อยกว่าตัวเก่าไม่ได้นะ มันต้องดีขึ้น”

 

เก็บประสบการณ์มาผสมรวมเป็นเบ็นซ์ในวันนี้

เพราะประสบการณ์การทำงานทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้ามาก่อน ช่วยส่งเสริมหน้าที่ผู้กำกับที่เบ็นซ์เป็นมากๆ “ตอนเป็นนักแสดง เราได้เจอผู้กำกับหลายคน ได้สังเกตว่าถ้าเขาอยากให้เราเล่นแบบไหน เขาจะดึงอารมณ์ออกมายังไง มันเอามาประยุกต์ใช้กับการเป็นผู้กำกับได้ บวกกับเคยทำสไตล์ลิตส์มาก่อน งานทุกๆ อย่างทำให้เราทำงานผู้กำกับได้อย่างสนุก เพราะว่าเอาทุกอย่างมาใช้”

 

เบื้องหลังผลงานดีๆ มีแต่ความเครียดและแรงกดดัน

เบื้องหน้าความสำเร็จต่างๆ เบ๊นซ์สารภาพตามตรงว่ามันไม่ใกล้ความจริงเลย เพราะเบื้องหลัง MV เพลงที่ปล่อยออกมาให้ได้ดูกันนั้น ทั้งเครียดและจริงจังมาก “ไม่ได้มีใครเห็นมุมเครียดๆ ของเราหรอก(ขำ) ยิ่ง MV ที่ต้องทำ ยิ่งต้องฟังเพลงเป็นพันๆ รอบ เพื่อแตกช็อตแต่ละช็อตว่าจะถ่ายยังไง อดหลับอดนอน ร่างกายแย่ ออกกองเดือนนึง 5 โปรเจคติดกัน แล้วระหว่างนั้นมีประชุมงาน จัดการเวลาไม่ได้เลย 100% คืองาน มีเวลาให้ครอบครัวน้อยมาก แต่เราก็ใช้วิธีโทรหาเขาแทน อันนี้แหละที่เรารู้สึกว่าเรายังจัดการไม่ได้สักที”

ด้วยความที่เบ็นซ์ยังถือว่าเด็กในวงการอยู่ พอเจออะไรเธอก็อยากจะพุ่งชนมันตลอดเวลา มีพลังเหลือล้นเพื่อจะสะสมผลงานให้มันดีๆ “ทางบ้านเขาเคยไม่เข้าใจ จนตอนนี้กลายเป็นเข้าใจก็ได้ คุณยายเคยถามว่าทำไมไม่ลาออกแล้วมาทำงานที่มันเลิกตอน 4 โมง เขาก็ไม่เข้าใจว่าเราจะทำงานหนักไปเพื่ออะไรในเมื่อเราก็เงินเดือนเท่าคนอื่น แต่ว่าแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ระหว่างทางเราอาจจะทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศแต่ปลายทางเราก็ไม่ได้อยากเป็นพนักงานออฟฟิศตลอดไปหรอก ก็ต้องยอมเสียช่วงเวลาตรงนี้ไป เก็บเกี่ยวให้ได้มากที่สุด”

 

ความฝันสูงสุด

เห็นเป็นสาวตัวเล็กแบบนี้แต่แรงฮึดของเธอมีมากเหลือเกิน “เรารู้สึกว่างานเราพอเราทำงานไปได้สัก 2-3 ตัว ก็จะรู้สึกว่าทำไมงานเรายังย่ำอยู่กับที่” เธอบอกว่างานที่ทำตอนนี้ยังไม่สุด ตัวเธอเองยังไม่อยากหยุดฝัน หยุดพัฒนาตัวเอง “ถ้าสูงสุดที่อยากจะทำเลยคืออยากทำหนังใหญ่ ทุกคนที่เรียนฟิล์มมาก็จะรู้สึกเหมือนกันเกือบหมดว่าอยากเป็นผู้กำกับภาพยนต์”

นางเอก

มุมมองความรักในแบบของเบ็นซ์

“ความรักคืออะไรก็ได้ที่ไม่หวือหวา เรียบง่ายที่สุด…” เบ็นซ์ตอบทันทีแบบไม่ลังเล “ตอนนี้มองความรักแบบจริงจังมาก ถ้าคนนี้โอเคแล้วเราก็คบยาวเลย พอทำงานแล้วเราต้องเจอชีวิตที่มีแต่อะไรบ้าบอเยอะมากจนไม่อยากเสียเวลาไปกับการมานั่งเครียดกับความรักอีกแล้ว ถ้าการที่ความรักมัน simple แล้ว มีอีกคนคอยซัพพอต คอยให้กำลังใจก็พอ การมีคนข้างๆ ที่ดี มันก็จะทำให้ชีวิตมีมุมมองอื่นให้ผ่อนคลายบ้าง…” เธอยอมรับว่าที่ผ่านมาเธอเสพติดความรักที่หวือหวา ยังคงมองหาสิ่งที่ดียิ่งขึ้นๆ ไป แต่ตอนนี้เจอคนที่ดีแล้วเข้ากันได้ก็พอแล้ว “ตอนเรียนอาจจะคิดว่าความรักเป็นเรื่องใหญ่ แต่ตอนนี้กลับคิดว่าความรักเป็นแค่ส่วนประกอบนึงของชีวิต คิดว่าถ้ายังไม่มีตอนนี้ก็อาจจะไม่เป็นไรก็ได้ แต่มีมันก็ดีกว่าแหละ ถ้าชีวิตมีแต่งานมันก็จะเศร้าไปหน่อยนะ”

 

การค้นพบตัวเองคือจังหวะที่ต้องรอให้พอดี

เบ็นซ์นับว่าเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งที่เธอเจอสิ่งที่เธอรักและรวมมันเข้าให้เป็นงานที่เธอชอบได้ แต่ก็ใช่ว่าการที่เรายังหาความฝันไม่เจอ จะถือว่าเป็นความโชคร้ายเสมอไป “เราไม่สามารถพูดได้ว่ามันเป็นความผิดที่เราไม่รู้ว่าเราชอบอะไร บางอย่างมันต้องรอจังหวะจริงๆ ถ้าเราสนใจอะไรอยู่ก็แค่ลองออกไปทำเต็มตัว ไอ้ความชอบที่เราเคยทำอยู่นิดนึงมันอาจจะใหญ่ขึ้นก็ได้” เธอดันโชคดีที่แม่ของเธอปูพื้นฐานให้เรียนศิลปะตั้งแต่เด็ก พอโตมาเราก็มาสายนี้เต็มๆ ไปเลย “แม่ไม่ต้องมาถามว่าโตไปอยากเป็นอะไร เพราะเขารู้ว่าเราจะเป็นอะไรจะทำอะไรมาตลอด”

 

ท้ายที่สุดสิ่งที่รักมักมีผลโดยตรงกับเราเสมอ แม้ตัวเราเองอาจจะไม่ได้มีความสามารถมากพอกับตรงนั้น แต่ถ้าเราหมั่นทำมันบ่อยๆ ด้วยแรงแห่งความขยันนี่แหละจะผลักดันให้เราประสบความสำเร็จอย่างที่เบ็นซ์ฝากมาบอกว่า “มันไม่มีศัพท์เท่ๆ อะไรเลยนอกจากต้องขยันและตั้งใจกับมันมากๆ มันดูเหมือนมันเป็นคำธรรมดา แต่ว่ายิ่งเราทำงานด้านศิลปะแล้วเนี่ยยิ่งต้องทำให้มาก ขยันๆ เยอะ แล้วอะไรๆ มันก็จะดีเอง”

สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับสาวหน้าเก๋มากความสามารถคนนี้อย่าลืมติดตามผลงานของเธอ เพลงรถไฟ ของ Tattoo Colour ที่เพิ่งออนแอร์ไปและผลงานอื่นๆ ด้วยน้าาาาา

HOROSCOPE