“เชฟแก้ว” MasterChef คนแรกของไทยที่รักการทำอาหารตั้งแต่ 9 ขวบ จากการ์ตูนดีสนีย์!

เขียนโดย @beamhoneyb

“การเป็นเชฟสำคัญกับแก้วจริงๆ นะคะ” แก้วรวบรวมสติแล้วเถียงกรรมการกลับไปตอนที่เกือบจะถูกตัดสินให้ตกรอบ สำหรับคนเรียบร้อยอย่างเธอ เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นในชีวิตปกติแน่ๆ แต่ตอนนั้นใจเธอรู้ว่าต้องพร้อมลุย ถ้าไม่ตอนนี้แล้วจะตอนไหน? ให้ความมุ่งมั่นในการเป็นเชฟพาไป เธอทำสิ่งที่ขัดกับตัวเอง เถียงกรรมการกลับ ทั้งๆ ที่ปกติเธอไม่กล้าขัดผู้ใหญ่เลยสักนิด “ดีแล้วที่พูดไป” เพราะมันทำให้เธอผ่านเข้ารอบในวันนั้น แล้วกลายมาเป็นผู้ชนะของรายการ MasterChef Thailand ในที่สุด!

 

สำหรับแก้ว บุคลิกบอบบางเพราะ “เราอยากเป็นแบบนี้”

แก้ว ปวีณ์นุช ยอดปรีชาวิจิตร ที่ 1 รายการ MasterChef Thailand คนนี้เธอชนะใจกรรมการด้วยฝีมือและความตั้งใจ ในรอบสุดท้ายกับผู้แข่งขันบุคลิกคนละขั้ว เธอต้องทดสอบฝืมือกับ “ลิซ่า” เชฟสาวสุดแซ่บที่ใครๆ ก็คิดว่าความสตรองของเธอน่าจะพาให้ชนะเกมในวันนั้นไป แต่เปล่าเลย สุดท้ายพลิกล็อค “แก้ว” ที่เกือบไม่ได้เข้ารอบเพราะความ “บอบบาง” กลับกลายเป็นผู้ชนะ

ซึ่งพอเราถามย้อนกลับไปว่าตอนนั้นรู้สึกยังไงที่ถูกหาว่า “บอบบาง” เธอบอกเราว่า “ช็อค เสียใจ ไม่คิดว่าเป็นสิ่งไม่ดี ก็คิดว่าเชฟนี่มีบุคลิกแบบนี้ไม่ได้เหรอ” แก้วคิดว่าเธอไม่ได้บอบบางนะ แค่เป็นคนเรียบร้อยเฉยๆ “เราอยากเป็นแบบนี้” เธอไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเลยสักนิด แต่เธอเอาคำๆ นั้นมาเป็นแรงผลักดันทำให้เชฟเห็นว่าเธอทำได้ และบุคลิกไม่กระทบกับการอยู่ในรายการเลย สุดท้ายก็ทำได้เกินคาด

 

ทรามวัยกับไอ้ตูบ จุดเริ่มต้นของการหลงรักในการทำอาหาร

ตอนอายุเพียง 9 ขวบ แก้วนั่งดูการ์ตูน ทรามวัยกับไอ้ตูบกับน้องชาย ภาพหมา 2 ตัวกินสปาเก็ตตี้ทำให้น้องชายของแก้วเกิดรู้สึกอยากกินบ้าง เธอลุกขึ้นหยิบเส้นแล้วต้ม ทำตามความสามารถที่มี ได้ออกมาเป็นสปาเก็ตตี้ที่แก้วบอกว่า “หน้าตาน่าเกลียด น่ากลัวที่สุด” แต่น้องชายก็กินอย่างอร่อย ตอนนั้นเลยที่เธอเริ่มชอบทำอาหาร เพราะมันทำให้คนที่เรารักยิ้ม

พอโตขึ้น เพราะความต้องการของครอบครัว แก้วต้องเข้ามาเรียนนิเทศที่จุฬา แต่เธอก็รู้ว่ามันไม่ใช่เส้นทางของเธอ แก้วไม่ยอมแพ้กับความฝัน หลังจากเรียนจุฬาจบเธอตัดสินใจสมัครเรียนคอร์สสั้นๆ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ศึกษา ลองทำอาหารด้วยตัวเองมาตลอด ดู Food Channel ใน Youtube ดูการแต่งจานใน Instagram Pinterest “แก้วชอบเห็นทุกคนเอาอะไรไม่รู้ใส่ชามรวมกัน โยนเข้าไปใส่เตาอบแล้วก็ออกมากินได้” นี่คือความตื่นเต้นของเธอ

 

แรงบันดาลใจของแก้ว

แรงบันดาลใจหลักๆ ของแก้วเลยคือน้องชาย รอยยิ้มของน้องหลังจากได้กินอาหารที่เธอทำคือแรงผลักดันที่ดีที่สุด แต่แก้วจะมีไอดอลเป็น เฮสตัน บลูเมนธาล เป็นเชฟแบบกึ่งนักวิทยาศาสตร์ “เขาจะชอบใส่สารต่างๆ ลงไป อาหารเขาน่าสนใจไปหมด เขาจะทำอาหารแปลก อย่างอาหารเช้าคนอังกฤษ ไข่คน เบคอน เขาก็ทำออกมาเป็นไอศครีม คือเขาเจ๋ง แก้วมองว่าอาหารมันต้องสนุกแบบนี้แหละ!” แก้วเอาแนวคิดมาใช้ อาหารทุกจานของเธอเลยมีทั้งรสชาติที่ดีและให้ความสนุกในการกินไปด้วย

 

ชีวิตวัยเด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบ “ไข่ในหิน”

แก้วบอกว่าเธอโชคดีมากที่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีแต่ความรัก ถูกเลี้ยงมาแบบโดนปกป้องมากๆ จนชอบมีคนทักพ่อว่าเลี้ยงลูกเหมือน “ไข่ในหิน” และก็รู้ๆ กันอยู่ว่าครอบครัวของแก้วไม่สนับสนุนการเป็นเชฟเลยสักนิด เหตุผลเพราะมันเป็นอาชีพที่เหนื่อยและไม่คุ้มเสีย “คนจีนไม่ได้มองว่าเป็น ‘เชฟ’ แต่มองว่าเป็น ‘กุ๊ก’ ทำงานหน้าไฟ เหนื่อยๆ ได้เงินน้อยๆ” แก้วเล่าให้เราฟัง ตัวแก้วเองก็ไม่เคยออกนอกกรอบเลยสักครั้ง จนกระทั่งรายการ MasterChef  แอบเปิดประตูที่ซ้อนอยู่ เป็นการออกจากนอกกรอบของเธอครั้งแรก!

 

กล้าเปิดโลก เดินออกนอกกรอบของที่บ้าน เพราะเริ่มรู้สึกซึมเศร้า

ความฝันในการเป็นเชฟดับไปเมื่อเธอต้องมาดูแลอาม่าที่บ้านแบบฟูลไทม์ “แก้วก็ได้อยู่บ้านทำอาหาร เห็นมั้ยชอบทำอาหาร ก็ทำให้อาม่ากินเลย” ที่บ้านคิดแค่นั้นแต่สำหรับแก้วมันไม่ใช่ ตั้งแต่เด็กๆ เธอไฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากเป็นผู้หญิงเก่ง แก้วมองดูสิ่งที่เป็นอยู่และรู้สึกว่าเธอไม่แม้แต่จะเฉียดความฝันเลยสักนิด ช่วงนั้นเลยรู้สึกเป็นโรคซึมเศร้า “ตอนนั้นไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ตั้งคำถามให้ตัวเองว่าเราอยู่ไปทำไม? แล้วอายุเท่านี้เราได้เป็นในสิ่งที่เราอยากจะเป็นรึยัง? เราอยากเป็นผู้หญิงเก่งใช่มั้ย? แล้วตอนนี้เราเก่งมั้ย? ก็ไม่!” แต่โชคดีที่ตอนดูแลอาม่าเธอเปิดไปเจอรายการ MasterChef ดูบ่อยๆ จนเธออินมาก เพราะรายการชอบบอกให้คนเรามีฝัน “อยากไปอยู่ในนั้น” ปลุกให้เธอลุกขึ้นมาทำตามความฝันอีกครั้ง จนแก้วคิดได้ว่า “มันต้องลองไม่งั้นจะเสียใจไปตลอดชีวิต”

 

ครอบครัวไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร เธอขอเชื่อในตัวเอง

ตอนสมัครเข้ามาในรายการ เธอไม่กล้าบอกที่บ้านด้วยซ้ำ พึ่งมาบอกก็ตอนที่ผ่านเข้ามาถึงรอบ 120 คนเพราะแก้วต้องถามทางไปสตูกับคุณพ่อ พอที่บ้านรู้เขาก็งง คิดว่าเธอแค่เล่นๆ “เอาจริงเหรอ” คือคำถามที่ครอบครัวถาม เพราะจริงๆ ในเรื่องการทำอาหาร ที่บ้านไม่ขัด ปล่อยให้เธอไปเรียนได้ แต่ถ้าให้ทำเป็นอาชีพ อันนี้ไม่โอ อย่างเรื่องมาแข่งในรายการก็เหมือนกัน ที่บ้านคิดว่าเธอมา “เล่น” เห็นเธอชอบดูรายการก็ปล่อยให้ลองแข่งดู ในใจพ่อก็คิดว่า “16 คนก็หืดขึ้นคอแล้ว” คิดว่าแก้วคงไปสุดแค่ตรงนั้น แต่รู้มั้ย? ความสุดของเธอมันมากกว่านั้น แก้วเลือกที่จะเชื่อตัวเองจนเธอเป็นที่สุดของรายการ!

 

 

แล้วแก้วมีอะไรดีกว่าคนอื่น?

ความพยายามคือสิ่งที่แก้วคิดว่ามีมากกว่าคนอื่น เธอเล่าว่าตลอดการแข่งขันเธอไม่หลุดจากการทำอาหารเลย “แก้วไม่หลุดออกจาก cookbook, youtube, MasterChef Australia เลย ถ่ายรายการเสร็จกลับไปที่บ้านนั่งดู จด หัดทำ แล้วก็ไปแข่งต่อ แล้วก็กลับมาดูต่อ แก้วไม่ได้ทำอะไรที่จะผ่อนคลายตัวเองเลย อย่างมากก็ฟังเพลงในรถ” เธอบอกว่าแอบไปซื้อหนังสือของเชฟป้อมมาศึกษาด้วยนะ เท่านั้นยังไม่พอ เธอมีดีที่ความคิดสร้างสรรค์ เรื่องนี้จะถูกชมบ่อยๆ อาจเป็นเพราะมี เฮสตัน บลูเมนธาล เป็นไอดอล “เขาว่าแก้วครีเอทีฟกว่าคนอื่น อาหารสำหรับแก้วมันสนุก นอกจากอาหารอร่อยที่ใครๆ ก็ทำได้ แก้วอยากให้อาหารดูสนุก คนเห็นแล้วยิ้ม แก้วจะชอบอาหารที่ใส่ดีเทลอะไรลงไปอีกนิดนึงแล้วมันออกมาเจ๋งจัง แก้วอยากให้อาหารของแก้วเป็นแบบนั้น”

 

เธอกลายเป็นแก้วที่คมบาดใจ หลังจากตัดสินใจออกนอบกรอบครั้งแรก

ความเข้มข้นของรายการทำให้แก้วเปลี่ยนไปเลยข้างใน เธอสตรองขึ้น กล้ากำหนดชีวิตตัวเอง ไม่ได้ “บอบบาง” อย่างที่ใครคิดอีกแล้ว “มันเหมือนได้รับการยอมรับว่าสิ่งที่เราคิดมันดีนะ เพราะก่อนหน้านี้เราอยู่ในกรอบ อยู่ในสิ่งที่คนอื่นคิด เดินในทางที่คนอื่นเลือกให้เดิน อันนี้คือเราเดินเอง เราไม่รู้ว่ามันจะไปทางไหน เราอาจจะตกเหวก็ได้ แต่มันก็ไม่ตก มันดี แล้วทุกคนก็ดีใจ เราก็เลยรู้สึกภูมิใจในตัวเองมากขึ้น ตื้นตัน” ส่วนที่บ้านตอนนี้ยอมรับให้เธอทำงานในวงการอาหารได้แล้ว “ในอนาคตแก้วไม่ต้องทำอาหารแบบหลบๆ ซ่อนๆ แล้วนะ” เป็นความสบายใจที่เธออยากเล่าให้เราฟัง การตัดสินใจออกนอกกรอบครั้งแรก เธอก็ได้เป็นถึงที่ 1 ของรายการ เป็นผู้หญิงเก่งแบบที่ฝันไว้ได้ซะที เราอดคิดไม่ได้ว่านี่ถ้าแก้วยังกล้าต่อไปอย่างนี้เธอจะไปได้ไกลอีกมากแค่ไหน

 

ชีวิตกลับมามีความหมายอีกครั้งเพราะอาหาร

การเป็นเชฟสำหรับแก้วมันคือการได้ทำอาหารเพื่อให้คนที่กินมีความสุข เหมือนการส่งต่อความรู้สึก ส่งต่อเรื่องราว มันคืออาชีพที่เป็น ศิลปินที่สามารถสร้างความสุขให้กับคนอื่นได้ เป็นอาชีพที่ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องทำงานในภัตตาคารอาหารหรูๆ แต่เขาเป็นคนที่ รังสรรค์อาหารที่เป็นตัวของตัวเอง และก็ทำให้คนอื่นมีความสุขได้ เธอบอกว่าการเข้าไปในรายการ ได้ทำอาหารเป็นสิ่งที่ทำให้แก้วรู้สึกชีวิตมีความหมายอีกครั้ง “พอทำอาหารแล้วคนชิมบอกว่าดี มันเหมือนบอกเราว่า เรามาถูกทาง เหมือนบอกว่าแก้วมีค่า แก้วทำอาหารแต่ละจานมันก็เหมือนตัวแก้วเอง”

 

อนาตคกับอาหารที่เล่าเรื่องราว สนุก และสร้างความสุขให้กับคนที่ทาน

และเร็วๆ นี้แก้วก็จะมีหนังสือ cookbook เล่มแรกออกมา เป็นอาหารไทยประยุกต์ “แก้วเอาความเป็นไทยมาในเมนูอาหารที่แก้วทำ แต่ไม่ใช่แบบไทยดั่งเดิม เป็นการเอาอาหารไทยมาทำให้สนุก ไม่ต้องไทยจ๋า แต่แก้วอยากทำให้มันเข้าถึงคนได้เยอะๆ”

ในอนาคตแก้วบอกว่าเธออยากเดินทางไปรู้จักวัตถุดิบทั่วโลก เปิดร้านเล็กๆ ของตัวเอง เป็นร้านอบอุ่น “สไตล์แม่บ้านญี่ปุ่น” ทำอาหารเพื่อเล่าเรื่อง อยากให้คนที่เข้ามากินได้คุยแลกเปลี่ยนชีวิตกัน แก้วจะเล่าเรื่องให้เขาฟังว่าอาหารแต่ละจานมีความเป็นมายังไง เสิร์ฟอาหารที่ดู “minimal แต่มีรายละเอียด” เช่นซุปใสที่ดูธรรมดาแต่ทำจากวัตถุดิบมากกว่า 20 อย่าง ไม่ต้องดูหรูหรา แปลกตา แค่กินแล้วมีความสุขก็พอ!

 

จากหญิงสาวที่ใช้ชีวิตกับการอยู่ในกรอบ เริ่มรู้สึกว่าชีวิตต้องมีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่ ตัดสินใจก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองและครอบครัว ให้ความรักในการทำอาหารพาเธอก้าวผ่านคำพูดสบประมาท พิสูจน์ตัวเองจนกลายเป็นที่หนึ่งของรายการ MasterChef Thailand แก้วเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน ขอแค่มีความรัก ความกล้า และความตั้งใจ ยังไงความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินเอื้อมจริงๆ

 

HOROSCOPE