‘หมอจริง’ เธอใช้ความเข้าใจ ให้คำปรึกษาวัยรุ่นผ่านเพจออนไลน์  - CLEO Thailand Online Magazine

‘หมอจริง’ เธอใช้ความเข้าใจ ให้คำปรึกษาวัยรุ่นผ่านเพจออนไลน์ 

Interview By Meji

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่อยากช่วยคนป่วย บาดเจ็บ ให้มีความรู้สึกที่ดีขึ้น ทำให้ แพทย์หญิง ชญานิน ฟุ้งสถาพร หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘หมอจริง’ ผลักดันตัวเองจนมีแฟนเพจเเละหนังสือติดอันดับขายดีแถมยังเป็นขวัญใจทั้งวัยรุ่น และพ่อ-แม่ ที่มีลูกในวัยนี้ และเธอยังคว้าฝันเข้ามาเรียนต่อจิตเเพทย์เด็กในอเมริกาได้สำเร็จ

 

เปิดเพจให้คำปรึกษาวัยรุ่น

หมอจริง เธอเริ่มทำเพจในปี 2015 จนถึงวันนี้ 3 ปีแล้ว ความนิยมของเพจก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหลังจากเรียนจบเธอมีโอกาสไปเป็นแพทย์ใช้ทุนจนได้เจอหลายเคสที่ทำให้อยากแชร์ความรู้ที่ตัวเองมี “อีกเหตุผลหนึ่งหมอมีน้องสาวที่อายุในวัย 15-16 ปี พอดี บางครั้งยังเผลอไปบังคับหรือดุน้องเวลาโมโหโดยไม่ได้ตั้งใจ เลยคิดว่าถ้าเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ที่อายุมากกว่าน้องหลายสิบปี เขาก็คงลืมวัยเด็กไปแล้ว หมอจริงจึงอยากเป็นสื่อกลางที่คอยสานความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และวัยรุ่นให้เข้าใจกัน เพจนี้จึงเริ่มเกิดขึ้นมา” และหลังจากโพสเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกของคนอเมริกา ว่าเขาให้การสนับสนุนและผลักดันให้เด็กได้ทำในสิ่งที่รักจนประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เลือก โพสนั้นไวรอลมากๆ ยอดคนอ่านพุ่งเป็นล้าน ทำให้เพจ “หมอจริง เข้าใจวัยรุ่น Dr.Jing” เป็นที่รู้จัก จนมีสื่อมาขอสัมภาษณ์

 

ปัญหาที่ถูกถามเข้ามาบ่อยๆ 

“ส่วนใหญ่เป็นเรื่องวัยรุ่นมีประเด็นหลักๆ คือ ไม่เข้าใจตัวเอง การจัดการอารมณ์ ความรัก ความคิดเห็นไม่ตรงกันกับคุณพ่อคุณแม่ อย่าง พ่อแม่ไม่เข้าใจ เป็นเบสิคของทุกคนที่เคยผ่านชีวิตวัยรุ่นมาเลย ไม่มีใครไม่เคยมีปากเสียงกับพ่อแม่ แต่พอเราโตขึ้นได้เรียนรู้ชีวิตในมุมมองที่ต่างออกไป หมอพบว่าความเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้อยู่ที่อายุแต่อยู่ที่การวางตัวและทัศนคติ หมอจะแนะนำ 3 เทคนิคช่วยฝึกความเป็นผู้ใหญ่ด้วยวิธี 1.ควบคุมอารมณ์ของตัวเอง 2.ไม่เถียงโดยไม่มีเหตุผล 3.ใช้เหตุผล ไม่ได้แปลว่าเด็กทุกคนห้ามเถียงผู้ใหญ่นะ เราสามารถพูดในสิ่งที่เราเห็นว่าถูกต้องได้โดยการให้เหตุผลและไม่ใช้อารมณ์ค่ะ”

 

“สิ่งที่ดีที่สุด” ของแต่ละคนนั้นต่างกัน

“มีคุณแม่ท่านหนึ่งมาปรึกษาว่าลูกชายเรียนเก่งมาก ได้เกรด 4 ตลอด คุณแม่ก็คาดหวังอยากจะให้เป็นหมอ แต่ลูกบอกไม่เอา อยากเล่นหุ้น เลยจะเอนท์เข้าคณะบัญชีหรือบริหาร แต่คุณแม่กังวล เสียดายความเก่ง หมอเองก็เข้าใจทั้งคุณแม่และน้อง แต่ละคนย่อมมีความคิดเห็นต่างกัน แต่ว่าจะตกลงกันอย่างไรให้ทั้งสองฝ่ายโอเค หมอก็ค่อยๆ คุยกับคุณแม่ไปว่า ลองดูว่าความคาดหวังนี้มาจากไหน มาจากความฝันตอนเด็กๆ ของคุณแม่เองหรือเปล่า แล้วตอนนี้เราเอาความฝันของเรามาให้ลูก หมอเข้าใจว่าคุณแม่มีความตั้งใจที่ดี แม่ทุกคนอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกของตัวเอง แต่บางครั้ง “สิ่งที่ดีที่สุด” ของเรากับของลูกนั้นต่างกัน อย่างคุณแม่คนนี้กลัวลูกตกงาน ไม่ก็เล่นหุ้นแล้วขาดทุน หมอเลยแนะนำว่าลองคุยกับลูกว่าถ้าจะเรียนคณะที่ชอบ ขอให้ลูกหางานดีๆ ทำ และจริงๆ หมอไม่ห่วงเคสนี้เลย เพราะว่าน้องเขาเล่นหุ้นตั้งแต่ ม. ปลาย เป็นเด็กมีความสามารถ น่าจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาเลือกอยู่แล้ว พอคุณแม่ได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจลูกมากขึ้น คุณแม่ก็แฮปปี้ คลายกังวัล น้องก็ได้เรียนคณะที่น้องชอบ วิน-วินทั้งคู่ค่ะ”

 

ทำไมวัยรุ่นถึงถูกมองว่าเข้าใจยาก

คุณหมอแนะนำให้เรามองเป็น 2 ส่วน คือด้านชีววิทยา และสังคม สิ่งแวดล้อม จะเห็นได้ชัดเจนกว่า ในด้านชีววิทยาถือว่าเป็นช่วงที่วัยรุ่นเขาเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน อย่างผู้ชายก็ตัวใหญ่ขึ้น เสียงแตก ผู้หญิงก็เริ่มมีประจำเดือน มีหน้าอก และที่สำคัญเลยคือเรื่องของสมอง สมองเราจะพัฒนาเต็มที่ตอนอายุ 25 ปี แต่ในวัยนี้สมองส่วนอารมณ์ยังมีความเด็กมากกว่าสมองส่วนความคิดหรือเหตุผล เราจึงเห็นว่าวัยรุ่นทำอะไรเหมือนไม่ค่อยคิด อย่าง กินเหล้าแล้วขับรถ มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยาง พอพูดถึงเรื่องชีววิทยาปุ๊บ มันจะอธิบายทุกพฤติกรรมของวัยรุ่นเลย ปัญหาของวัยรุ่นเกิดจากตรงนี้แหละ  คุณหมอจึงให้คำแนะนำที่ได้อ่านมาจากหนังสือเล่มหนึ่งว่า “การเลี้ยงดูลูกๆ ในวัยรุ่น คุณพ่อ คุณแม่ต้องคอยประคับประคองให้เด็กๆ มีชีวิตในวัยนี้ไปได้ โดยที่เขาไม่ไปทำอะไรที่เกิดผลเสียต่อตัวเองและผู้อื่นอย่างร้ายแรง”

 

วัยรุ่นกับความรัก

“ความรักกับวัยรุ่นก็เหมือนเรื่องอื่นๆ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย อยู่ที่ว่าเราจะใช้ความรักให้เป็นประโยชน์หรือโทษต่อตัวเอง หมอก็เคยเห็นวัยรุ่นหลายคนที่คบกันแล้วพากันมาติวหนังสือเข้ามหาวิทยาลัย จนได้ที่เรียนอย่างที่ตั้งใจไว้ทั้งคู่ เป็นตัวอย่างว่ารักแล้วพากันรุ่ง หรือบางคู่เป็นแฟนกันแล้วมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ป้องกันจนท้อง ก็เป็นตัวอย่างที่รักแล้วพากันร่วง”  คุณหมอให้คำแนะนำเพิ่มว่า เรื่องความรักอยู่ที่ตัวเด็กว่าเขาจะเลือกให้ความรักนำทางชีวิตไปในทิศทางไหน คุณพ่อคุณแม่สามารถ ‘แนะนำ’ เขาได้ แต่ไม่สามารถ ‘สั่ง’ เขาได้

 

การค้นหาตัวตนของวัยรุ่น

เราได้รู้มาว่า ตัวคุณหมอเองก็เคยลองมาแล้วเยอะมาก ทั้งการเรียนขิม จะเข้  ไปทำงานธนาคารโรงเรียน หรือลงเรียนคุมอง และจากการได้ลองทำหลายๆ อย่าง ยิ่งทำให้คุณหมอชัดเจนกับตัวเองว่าอะไรที่ไม่ใช่ทาง มีคำหนึ่งที่คุณหมอขอยกมาจากคุณขุนเขาที่เคยพูดไว้ในวิดีโอว่า “สมมติถ้าเรามีแก้วน้ำใบนึงแล้วเป้าหมายของเราต้องยิงให้แตก การยิงครั้งเดียวมันอาจจะยากแต่ถ้าเรามีเวลาในการยิงหลายๆ ครั้ง โอกาสที่จะโดนมันมากกว่าก็เหมือนกับการค้นหาตัวเอง เราต้องลองทำกิจกรรมเยอะๆ” ซึ่งคุณหมอบอกว่า ทุกคนมีสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุขกับสิ่งที่ทำแล้วไม่มีความสุข ช่วงวัยรุ่นนี่แหละเป็นช่วงค้นหาตัวเองที่ดีที่สุด เพราะเป็นวัยที่ยังไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเยอะ ยังไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเรื่องครอบครัวเหมือนวัยผู้ใหญ่แต่ถ้ามีครอบครัว มีลูกแล้วแต่ต้องมาค้นหาตัวเองด้วยอาจจะดูยากไป เนื่องด้วยเวลาและปัจจัยต่างๆ วัยรุ่นจึงเหมาะที่สุดในการค้นหาตัวเอง

 

แล้วแบบไหนคือตัวตนที่ใช่?

คุณหมอตอบด้วยน้ำเสียงสดใสเลยว่า ถ้าคนที่ผ่านจุดที่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรจะมีความรู้สึกเหมือนๆ กัน คือจะรู้สึกว่าทำสิ่งนี้ได้ไม่เบื่อเลย ทำได้เรื่อยๆ และรู้สึกหัวใจพองโตทุกครั้งที่ได้ทำ “ตอนที่คุณหมอเป็นนักเรียน ได้ทำงานที่ห้องพยาบาลของโรงเรียน ความรู้สึกที่ได้ช่วยน้องที่หกล้มหรือโดนผึ้งต่อยมา แล้วอาการดีขึ้นมันดีมากๆ ถึงแม้ตอนนั้นเรายังมีกำลังไม่มากก็ช่วยเท่าที่ทำได้ไปก่อน และในศัพท์จิตวิทยาจะมีคำหนึ่งที่ Mihaly Csikszentmihalyi พูดไว้เวลาที่คนเราได้ทำในสิ่งที่ชอบว่า จะมีความรู้สึก Flow หรือที่แปลเป็นไทยว่า ลื่นไหล คนที่เจอสิ่งที่ตัวเองรัก มักจะมีความรู้สึกแบบนี้”

 

 

จากตัวหนังสือบนโลกออนไลน์ สู่หนังสือขายดี “สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า วัยรุ่น”

คุณหมอได้รวบรวมเรื่องเล่าและคำแนะนำที่เกิดจากแนวคิดและหนังสือที่เคยอ่าน คำสอนของคุณพ่อคุณแม่หรือประสบการณ์ที่ได้พบเจอในชีวิตจริง กลั่นออกมาเป็นหนังสือที่ชื่อว่า ‘สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าวัยรุ่น’  “ดีใจที่ทุกคนให้การตอบรับที่ดี มีแฟนเพจหลายคนบอกว่าได้อ่านแล้วแม้จะเลยวัยรุ่นก็ตาม ยังมีแอบเชียร์ให้เขียน สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าวัยกลางคน และสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าวัยชรา อีกด้วยค่ะ” ล่าสุดพึ่งได้รับรางวัลชมเชย หมวดหนังสือสำหรับเด็กวัยรุ่น อายุ 12-18 ปี ประเภทสารคดี จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มาหมาดๆ เลยด้วย

 

บิ้วโปรไฟล์จนได้เรียนต่อหมออเมริกาตามฝัน

หมอจริงมีความตั้งใจว่าอยากจะไปเรียนต่อจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่อเมริกาตั้งแต่เด็ก จึงบิ้วโปรไฟล์ตัวเองมาเพื่อที่จะได้มาเรียนตามฝัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในวงการแพทย์พอเรียนแพทย์จบ 6 ปีปุ๊บ ที่เมืองไทยก็จะใช้ทุนก่อน 3 ปีแล้วค่อยเรียนต่อ และการเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางจะเรียกกันว่า Resident หรือแพทย์ประจำบ้าน จะต้องเรียนและทำงานไปด้วยแต่ได้เงินเดือนตอนเรียน “หมอเองประจำอยู่ที่ Queen Medical Center ที่University Of Hawaii  ซึ่งสาขาที่เรียนเรียกว่าจิตแพทย์ ที่เมืองไทยถ้าเป็นจิตแพทย์ผู้ใหญ่จะใช้เวลาเรียน 3 ปี แต่ถ้าเป็นจิตแพทย์เด็กจะรวมเป็น 4 ปี จะต่างจากที่อเมริกาที่ต้องเรียนจิตเวชผู้ใหญ่ 3 ปีและต่อจิตเวชเด็กอีก 2  ปี หมออยากเรียนจิตเวชเด็กจึงต้องเรียนทั้งหมด 5 ปีค่ะ”

 

ถ้ารู้สึกดาวน์หรือท้อ ให้กลับมาโฟกัสเป้าหมาย

หมอจริงบอกว่า เธอพึ่งผ่านประสบการณ์นี้มาเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาทำทุกอย่างเพื่อจะมาเรียนต่อจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่อเมริกาให้ได้ ตั้งแต่ทำรีเสิร์ช ดูงานต่างประเทศ และตั้งใจเรียนจนคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มาสำเร็จ แต่พอได้มาเรียนปุ๊บ! ไม่รู้ว่า Home Sick หรือว่า Culture Shock ทำให้บางครั้งกลับมีความรู้สึกจิตตก ท้อบ้าง อารมณ์แบบไม่รู้ว่าตัวเองทำไปแล้วอนาคตจะไปยังไงต่อ แต่คุณหมอก็มีวิธีแนะนำว่า ให้นึกถึงเวลาที่เราทำสำเร็จว่าจะได้รับอะไรบ้าง พยายามมองกลับไปถึงจุดแรกที่อยากมา และต้องโฟกัสเป้าหมายมากกว่าอุปสรรคนะ ยิ่งถ้าเราได้ทำในสิ่งที่รักด้วย แม้จะเจอความยากลำบากก็เป็นแค่สิ่งที่ต้องเจอระหว่างทาง ตรงกันข้ามถ้าเราทำในสิ่งที่ไม่ได้รักและต้องมาเจออุปสรรคอีก มันจะท้อและทำให้สำเร็จได้ยากกว่า

และนี่คือผู้หญิงที่มีความฝัน ฝันอยากจะทำในสิ่งที่เธอรัก ได้ให้ความรู้และช่วยเหลือคนเจ็บป่วย จนเธอทำมันได้สำเร็จ แม้บทสนทนาที่เราพูดคุยกันอาจจะดูไม่นานเลย เเต่คุณหมอก็ทิ้งประโยคหนึ่งที่เราฟังเเล้วรู้สึกชอบมากๆ ที่ว่า

“วัยรุ่นทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองให้มีความสุขเเละประสบความสำเร็จไปพร้อมๆ กันได้ แต่ต้องได้รับเเรงบันดาลใจเเละคำเเนะนำที่เหมาะสม” 

‘หมอจริง’ เจ้าของเพจ ‘หมอจริง เข้าใจวัยรุ่น Dr.Jing’

 

ขอบคุณภาพจากเพจ : หมอจริง เข้าใจวัยรุ่น Dr Jing 

HOROSCOPE