รู้ตัวหรือเปล่าว่าคุณคือเจ้าของบริษัท? - CLEO Thailand Online Magazine

รู้ตัวหรือเปล่าว่าคุณคือเจ้าของบริษัท?

 
นี่เป็นหัวข้อผมมักจะใช้ในการบรรยายเป็นประจำเวลาต้องพูดให้พนักงานฟัง (ทีมงาน CLEO ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น) ซึ่งก็มักจะสร้างความงุนงงปนสงสัยให้กับคนฟังว่า “ฉันเนี่ยนะ? เจ้าของบริษัท ก็เห็นๆ อยู่ว่าเป็นลูกน้องอยู่ทนโท่ วันๆ รับแต่คำสั่งเจ้านาย” ใช่ครับ! ผมก็ยังยืนยันอยู่ดีว่า คุณคือเจ้าของบริษัท แต่ไม่ใช่บริษัทที่คุณทำงานอยู่นะครับ (เดี๋ยวเจ้านายจะหาว่าเราคิดฮุบบริษัท) แต่เราคือเจ้าของบริษัทที่มีชื่อว่า บริษัท “ฉันเอง” จำกัด ต่างหาก สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ จริงๆ แล้วเราไม่ได้เป็นลูกน้องใคร เราก็แค่มารับงานจากลูกค้า (ซึ่งก็คือบริษัทที่เราทำงานอยู่) เราก็แค่เป็น outsource ให้กับบริษัทเท่านั้น เราไม่ใช่คนที่รอรับคำสั่งไปวันๆ และเราก็ไม่ใช่คนที่มีฐานะต่ำกว่าที่คอยแหงนหน้ารอเจ้านายเรียกใช้งาน แต่เราคือ CEO ของบริษัทเล็กๆ ที่มีพนักงานคนเดียว คือ “ตัวเรา” ถึงผมจะบอกว่ามันเป็นบริษัทเล็กๆ แต่ขอโทษ บริษัทนี้ลงทุน (โคตร) สูงนะครับ ไม่เชื่อลองดูสิครับว่าเราลงทุนอะไรไปบ้าง

 

ลงทุนอย่างแรก เราลงทุนเรื่อง “เงินทุนเพื่อการศึกษา” ถามหน่อยสิครับว่า ถ้าวันนี้เราเรียนไม่จบอะไรเลย จะมีงานสักกี่งานกันที่เราจะทำได้? น้อยยิ่งกว่าน้อยใช่มั้ยครับ เพราะงานทุกงานล้วนต้องการคนมีคุณสมบัติทางการศึกษาทั้งนั้น สมมติว่างานของเราต้องจบปริญญาตรี นั่นแปลว่าเราต้องเรียนถึง 16 ปี ถึงจะสมัครงานตำแหน่งน้ีได้ หมดเงินไปเท่าไหร่ ลองถามคุณพ่อแม่สิครับ เป็นไงครับบริษัทนี้ลงทุนเยอะเนอะ

ลงทุนอย่างที่สอง เราลงทุนเรื่อง “สุขภาพ” ทุกวันนี้มนุษย์เรา (โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ) ใช้ชีวิตผิดธรรมชาติมาก อยู่ในห้องปรับอากาศ นั่งนิ่งๆ ตามองที่จอสว่างๆ มือขยับแต่นิ้วที่คลิกเม้าส์ เราถึงมีปัญหาสุขภาพที่เรียกว่า Office Syndrome หรือโรคที่เกิดจากการทำงานในออฟฟิศ ไม่ว่าเป็นโรคปวดหลัง นิ้วล็อค จอประสาทตาเสื่อม โรคภูมิแพ้ฝุ่น และอีกมากมาย นี่ยังไม่นับความเครียดที่เกิดจากการตื่นแต่เช้า มาเบียดเสียดกันบนรถเพื่อมาทำงานนะครับ เป็นไงครับ บริษัทนี้ทุ่มทุนสร้างจริงๆ ใช่มั้ยครับ

ลงทุนอย่างที่สาม เราลงทุนเรื่อง “เวลา” ในมุมมองผม ข้อนี้คือการลงทุนที่มีมูลค่ามหาศาลสุดๆ เลยครับ เพราะเวลาคือสิ่งที่เราเรียกกลับคืนมาไม่ได้ และไม่มีวางขายที่ไหน ที่สำคัญเวลาที่ว่าน่ะ ไม่ใช่เวลาของเราคนเดียว เพราะเราไม่สามารถทำสองอย่างพร้อมกันได้ ถ้าเราเอาเวลามาทำงาน มันก็ย่อมแปลว่าเราไม่ได้เอาเวลานั้นไปใช้กับคนที่เรารัก ยิ่งบางคนทำงานเลิกดึกๆ ดื่นๆ นั่นมันคือการขโมยเวลาของครอบครัวชัดๆ

เป็นไงครับ เชื่อผมหรือยังครับว่า บริษัท “ฉันเอง” จำกัด ของเราทุกคนนั้นลงทุนมหาศาลจริงๆ ทั้งเงิน ทั้งสุข และทั้งเวลา เราแลกแบบสุดๆ คำถามก็คือ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วว่าบริษัทฉันเองจำกัดนี่มันช่างต้นทุนสูงจริงๆ แล้วเราจะยังกล้าทำงานไม่เต็มที่กันอีกเหรอครับ? เราจะยังกล้า “เช้าเข้างานสาย-กลางวันพักเที่ยงนาน-เย็นกลับบ้านก่อน” อีกเหรอครับ? บางคนอาจจะคิดว่าการทำตัวแบบนั้นฉันจะได้เปรียบบริษัทของเจ้านาย เพราะขยันมากหรือน้อยก็ได้เงินเดือนเท่าเดิมอยู่ดี แต่ผมจะบอกให้เลยครับว่า อาจจะใช่ที่เราได้เปรียบบริษัทของเจ้านาย แต่ขณะเดียวกัน เราก็เอาเปรียบบริษัทฉันเองจำกัดด้วย ซึ่งขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไป บริษัทนี้คงมีแต่เจ๊งกับเจ๊ง พนักงานที่ทำตัวเหลวไหลแบบนี้ CEO ต้องไล่ออกไปเลยครับ เปลี่ยนใหม่ เอาคนที่มีนิสัยเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองเข้ามาทำแทน…ผมหมายถึงตัวเรานั่นแหละ เริ่มตั้งแต่วันนี้เลยครับ ตอนเช้าตื่นไปทำงานด้วยความรู้สึกนี้ว่า “เราคือเจ้าของบริษัท ไม่ใช่ลูกน้อง” วันนี้อาจจะเป็นแค่ความคิด อาจจะเป็นแค่ทัศนคติ แต่ถ้าใครคิดได้แบบนี้ วันหน้า…เตรียมเป็นเจ้าของบริษัทจริงๆ ได้เลยครับ

HOROSCOPE