มายด์ เธอคือนักร้องสาวเสียงทรงพลัง ตัวแทนประเทศไทยรอบสุดท้าย รายการ Bolt of Talent

หลังจากได้คุยกับ มายด์ นวินดา สิทธาธิการเวชช์ สาวไทยที่คว้ารางวัลอันดับสองของการประกวด Bolt of Talent ที่มี Michael Bolton มาเป็นทั้งผู้จัด โค้ชและกรรมการ เราสัมผัสได้เลยว่าการประสบความสำเร็จของเธอได้มาจากการถูกเลี้ยงให้เป็นตัวของตัวเอง เลือกเดินไปถึงเป้าหมายแบบมีสติ ไม่กดดันตัวเองจนไม่มีความสุข เพราะท้ายที่สุดแล้วการร้องเพลงถึงแม้จะไม่ใช้ความฝันวัยเด็ก แต่มันเป็นสิ่งที่เติมพลังชีวิตมาตั้งแต่เธออายุเพียง 6 ขวบ จนตอนนี้มันกลายเป็นความฝันของเธอ เป็นอีกเป้าหมายในชีวิตที่เธอทำด้วยแพชชั่น ถึงแม้จะมีเหนื่อยแค่ไหน เธอจะสู้เพราะมันเติมเต็มชีวิตของมายด์

 

Bolt of Talent

รายการเรียลลิตี้ประกวดร้องเพลงของทางช่อง ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์คส์ กรุ๊ป (FNG : FOX Networks Group) ที่ได้นักร้องระดับเลเจนด์อย่าง Michael Bolton มาเป็นทั้งผู้จัด โค้ชและกรรมการเฟ้นหานักร้องเสียงดีทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และ ไทย มาร่วมการแข่งขันชิงสัญญากับค่ายเพลง และร่วม World Tour กับ Michael Bolton คัดกันอย่างเข้มข้นจนเหลือ 8 คนสุดท้าย ส่วนบ้านเราก็ได้ลิเดียเจ้าหญิง R&B มาเป็นติวเตอร์ ส่ง 2 สาว  มายด์และเพจไปร่วมการแข่งขันครั้งนี้  บอกเลยว่าคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะสาวมายด์คนนี้นี่แหละที่ใช้ความสามรถฝ่าฝันไปถึงรอบไฟนอล แข่งกันสูสีกับเลนซ์ จากฟิลิปปินส์ จนได้รางวัลอันดับสองมา!

 

มายด์ สาวคนนี้โตมากับการมีมาตรฐานเป็นของตัวเอง

มายด์เป็นลูกคนเล็กของบ้าน โตมากับครอบครัวที่รักเสียงเพลงและสนับสนุนให้ทำตามความฝันอยู่เสมอ “ป๊าม๊าเป็นคนชอบเสียงดนตรี ทำให้เรารักดนตรีตั้งแต่เด็กๆ” มายด์มีพี่สาวหนึ่งคนที่รักเสียงเพลงเหมือนกัน เดินทางด้านนี้มาเป็นแบบคู่ดูโอ้ ไปเรียนร้องเพลง เรียนเปียโนด้วยกันตั้งแต่เด็ก แถมที่เข้า CU Band ก็เข้าตามพี่สาวมาด้วย ขนาดตอนนี้ก็ยังจัดคอนเสิร์ตกันเองเล่นๆ ในห้องนอน “ว่างๆ ก็ชอบเปิดคอนเสิร์ตอยู่ในห้อง ทำ cover เล่นๆ ลงเฟส ก็สนุกดีนะ มีคนที่เข้าใจอะไรเหมือนๆ กัน” มีพี่น้องที่โตมากับการได้ทำในสิ่งที่รักด้วยกันมันเป็นอะไรที่น่าเอ็นดูและอบอุ่นใจจริงๆ

มายด์เล่าว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบังคับให้เธอและพี่สาวทำอะไรเลย แต่จะเป็นฝ่ายสนับสนุนมากกว่า เพราะแบบนี้มายด์เลยเป็นคนที่มีเป้าหมาย มีมาตรฐานเป็นของตัวเอง อย่างเรื่องสอบในมหาลัยที่เธอบอกว่าเป็นอะไรที่กดดันที่สุดในชีวิตแล้ว แต่พ่อแม่ก็ไม่เคยบอกว่าเธอต้องทำให้ได้เกรดดี มายด์จะชอบกดดันตัวเองมากกว่า “เราอยากทำให้ท่านภูมิใจ ด้วยการที่ทั้งเรียนไปด้วย ทำกิจกรรมไปด้วย และทำให้คนอื่นเห็นว่า จริงๆ แล้วมันทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปได้ โดยไม่ทำให้อย่างใดอย่างหนึ่งเสีย”

 

การเป็นนักร้อง ไม่ใช่ความฝันวัยเด็ก เพราะ “ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้”

มายด์เล่าว่าตอนเด็กๆ โตมากับการไม่ได้มีความฝันแบบชัดเจน แต่ก็มีเสียงเพลงอยู่ด้วยตลอด ตอนมหาลัยมายด์ด์เข้าเรียนสาย business ก็คิดว่าน่าจะทำงานสายนี้ เธอแพลนจะทำงานด้านธุรกิจเป็นอาชีพหลัก แล้วมีอาชีพสริมเป็นการร้องเพลง “จะไม่ทิ้งด้านนี้” มันเป็นสิ่งที่เธอรักมาตั้งแต่เด็กๆ มายด์เล่าว่าเธอเริ่มเรียนร้องเพลงตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ตอนนั้นคุณแม่พาไปเรียนร้องเพลง แล้วเธอก็เอ็นจอยมาก แต่ก็ไม่ได้อยากเป็นนักร้อง “ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้” ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นนักร้องอาชีพ ทำไปเพราะสนุกมากกว่า ตอนเด็กๆ ก็จะได้ขึ้นแสดงกับที่โรงเรียนบ่อยๆ แต่ก็ไม่ใช่สายประกวด เพิ่งเริ่มมาประกวดจริงๆ ก็หลังเรียนจบ อันที่จริงมายด์เคยขึ้นประกวดร้องเพลงมาแค่ 2 เวทีเอง!

แนวร้องเพลงที่ได้มาจาก Whitney Houston

มายด์เล่าว่าก่อนหน้านี้เธอไม่เคยรู้สึกกดดันกับการร้องเพลงเลย เพราะมันเป็นสิ่งที่สร้างความสุขมากกว่า ที่ทำได้ดีขนาดนี้เพราะเธอใช้ความรักในการร้องเพลงทั้งนั้น การร้องเพลงของมายด์เลยเป็นอะไรที่จะเพราะอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องมีเรื่องราวด้วย “มันคือการแสดงอารมณ์ของเราออกมา” เธอถนัดร้องเพลงช้ามากกว่าเพราะเพลงที่มายด์เลือกร้องจะเป็นเพลงที่เธอรู้สึกเท่านั้น แนวคิดในการร้องเพลงแบบนี้สงสัยจะได้มาจากการที่เธออินกับการร้องเพลงของ Whitney Houston ไอดอลของเธอ มายด์ชอบที่ Whitney ไม่ได้แค่ร้องเพลงเฉยๆ ทุกครั้งที่ฟังจะสัมผัสได้ถึงเรื่องราวเบื่องหลังด้วย “ทำให้เรารู้สึกว่าการร้องเพลงมันเป็นอะไรที่สำคัญมากสำหรับเขา”

 

 

CU Band จุดพลิกของความฝัน

อย่างที่บอกตอนแรกมายด์เข้า CU Band ตามพี่สาวมา เธอบอกว่า CU Band นี้แหละที่ทำให้เริ่มมาจริงจังกับการร้องเพลง มันทำให้เธอเจอตัวเองว่าชอบร้องเพลงจริงๆ “CU Band ให้อะไรกับมายด์เยอะมากๆ ที่มาถึงจุดนี้ได้ส่วนใหญ่ก็เพราะที่นี่ มายด์ได้ทั้งประสบการณ์ การทำงานกับคนหมู่มาก ได้รู้จักพี่ๆ น้องๆ ที่มีความสามารถ และนั่นก็คือเกือบทุกอย่างแล้วที่ทำให้มายด์มีวันนี้ในฐานะนักร้อง” ขนาดหลังจบจากจุฬามาแล้ว CU Band ก็ยังให้โอกาสมายด์ไม่หยุด อย่างการได้มีโอกาสประกวดร้องเพลงครั้งแรกในชีวิตก็เพราะที่นี่ แล้วรายการ Bolt of Talent ก็เหมือนกัน รุ่นพี่ส่งข้อความมาชวนในกรุ๊บแชท แล้วมายด์ก็ลุยเลย “เหมือนได้โกอินเตอร์ไปด้วย แล้วมายด์ถนัดร้องเพลงสากลอยู่แล้ว ก็เลยลองดูแล้วกัน แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่ามันจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้” มายด์ถือคติไม่ทิ้งโอกาส ถ้ามีโอกาสเข้ามาเธอพร้อมลุยเสมอ

ทำงานกับ Michel Bolton นักร้องระดับตำนาน

รายการ Bolt of Talent คือรายการเรียลลิตี้ที่จริงมาก จริงขนาดตอนแรกที่สมัครเข้ามามายด์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Michael Bolton จะมาเป็นโค้ชและกรรมการพอรู้แล้วก็ตกใจ เพราะโตมากับการฟังเพลงของเขา “พ่อแม่เราเปิดให้ฟังตั้งแต่เด็กๆ” แล้วมายด์ก็ชอบเพลงของเขามากๆ ด้วย รีบกลับไปฟังเพลงของ Michael อีกครั้ง “ถ้าเราจะต้องทำงานกับเขา เราก็ต้องรู้จักเขามากขึ้น” พอมาถึงเวลาทำงานจริงๆ มายด์บอกว่า Michael เป็นคนน่ารักมาก ชอบให้กำลังใจ และจะบอกมายด์เสมอว่าให้ยึดสไตล์ของตัวเอง “ไม่จำเป็นต้องตามเขา เขาค่อนข้างเปิดด้วย” มายด์บอกว่าเขาปรับการร้องของเธอนิดเดียวเท่านั้น

สติและความเชื่อในตัวเอง เทคนิคที่ทำให้เธอผ่านเข้ามาถึงรอบสุดท้าย!

จากที่ไม่เคยกดดันกับการร้องเพลง ก็ต้องมารู้สึกเต็มๆ ในรายการ “ทั้งกดดันและเหนื่อย” โดยเฉพาะชาเลนจ์ที่ต้องแต่งเพลง โปรดิวเซอร์บอกโจทย์ว่าต้องแต่งเพลงในรอบ 3 คนสุดท้าย ความเครียดก็วิ่งเข้าหา เพราะมายด์ไม่เคยแต่งเพลงมาก่อนเลยในชีวิต! แล้วต้องมาแต่งเพลงในการแข่งขัน แถมยังต้องเป็นภาษาอังกฤษอีกต่างหาก แบบนี้ก็คิดหนักซิ เธอใช้การมีพี่สาวที่รักดนตรีให้เป็นประโยชน์ ขอคำปรึกษาอย่างหนัก สุดท้ายคืนนั้นมายด์ใช้เวลาทั้งคืนแต่งเพลง เพลงแรกของเธอแบบ “มั่วๆ” แต่ถึงจะเครียดยังไงก็ไม่ท้อ เพราะเธอไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ที่หนึ่ง “แค่เราต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในแต่ละรอบก็พอ” เธอคิดแค่นั้น ส่วนในเรื่องแรงกดดัน ปกติเธอจะไม่ชอบเลย “มายด์ไม่ชอบความกดดัน เพราะรู้สึกว่าถ้ากดดัน เราจะทำได้ไม่ดี” แต่พออยู่ในรายการมันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึก จัดการกับมันด้วยการโฟกัสที่ตัวเอง ทำให้ดีที่สุด อะไรแบบนี้คนจิตแข็งเท่านั้นนะถึงจะทำได้ ส่วนในรอบสุดท้ายมายด์เล่าว่า เธอเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างแล้วคิดว่ามันเป็นการโชว์เท่านั้น “เรามีอะไรเราปล่อยเลย” จากที่รอบผ่านๆ มาเครียดและกดดันสุด วันนั้นเธอปล่อยฟรี ไม่กดดันเลยสักนิด ใช้แค่สมาธิและความรู้สึกร้องเพลงออกไป

แล้วรู้มั้ยว่าสาเหตุที่จิตใจสตรองได้ขนาดนี้เพราะมายด์เคยเฟลกับการร้องเพลงมา หลังจากนั้นก็เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง ไม่คาดหวังกับอะไรมากเกินไป ค้นพบบาลานซ์กับการจัดการจิตใจ ซึ่งก็ติดตัวมาใช้ในรายการด้วย “เคยประกวดร้องเพลงรายการหนึ่ง เราตั้งใจและกังวลมากๆ ทำให้ตื่นเต้นจนคุมไม่อยู่ ตอนเข้าไปออดิชั่นรอบแรกก็ตกรอบ ตอนนั้นก็เฟลไปอยู่แป๊ปนึง เลยคิดได้ว่า การที่เราไม่หวังอะไรจนเกินไป สบายๆ กับสิ่งที่ทำ จะทำให้เราคุมสติได้ดีกว่า และผลมักจะออกมาดี”

อนาคตกับเส้นทางการร้องเพลงของมายด์

ทุกวันนี้มายด์ทำงานประจำไปด้วยร้องเพลงไปด้วย หลังเลิกงานก็ไปร้องเพลง เสาร์-อาทิตย์ก็ไปร้องเพลงแล้วก็สอน ทำสองอย่างไปพร้อมๆ กัน มันไม่ใช่ง่ายๆ เลย ต้องใช้สติและความรับผิดชอบอย่างหนัก เธอเล่าว่าในเวลาทำงานก็ต้องตั้งใจทำให้สุด ถ้าไม่เสร็จก็ต้องเอากลับมาทำเวลานอก  แต่เธอก็ยังยืนยันที่จะทำงานประจำควบคู่ไปด้วย ถึงแม้จะรู้ว่าต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นก็ตาม พูดเลยว่าถ้าไม่ใช่เพราะแพชชั่นเธอทำไม่ได้แน่ๆ

สำหรับอนาคต “อยากเป็นศิลปิน มีเพลงเป็นของตัวเอง เป็นที่ยอมรับในสังคม คนร้องเพลงตามได้ มีความสุขกับเพลงของเรา” คือเป้าหมายด์ในด้านการร้องเพลงของมายด์ เราเชื่อว่าสำหรับคนที่มีสติและมีความพยายามอย่างเธอ มันไม่ยากเกินความสามารถจริงๆ

 

แนวคิดในการทำตามฝันสไตล์สาวมีจุดยืนอย่างมายด์

สุดท้ายมายด์อยากฝากถึงคนมีฝันทุกคนว่า ”ต้องมีความมั่นใจในตัวเอง ฟังคนรอบข้างได้ แต่ก็ต้องฟังตัวเองด้วย บางคนฟังคนอื่นมากไป มัวตัวแต่มานั้งคิดว่าเราเป็นแบบที่คนอื่นพูดรึเปล่า รู้สึกว่าเราต้องฟังตัวเอง “ถ้าเราอยากจะทำตรงนี้ ก็ทำเลย” อีกอย่างคือถ้ามีโอกาสอย่าปล่อยทิ้งไว้ อย่าพูดว่า “เดี๋ยวก่อน” ถ้ามีโอกาสอยู่ตรงหน้า แล้วมีความคิดลังเลว่าจะทำดีมั้ย ให้ทำเลย เพราะถึงมันจะไม่ดียังไง มันก็คือประสบการณ์ชีวิต มันจะทำให้เราเก่งขึ้น เรียนรู้อะไรมากขึ้นในชีวิต”

 

สำหรับการเดินทางสายแพชชั่น มันจะมีความเหนื่อยล่าและกดดันอยู่มาก แต่เราก็ต้องไม่ลืมความรู้สึกครั้งแรกที่ได้ทำสิ่งๆ นั้น ความสุขที่เราได้รับ มันไม่ควรหลนหายไปกับความยากลำบากที่จะต้องพบในเส้นทางที่เดิน มายด์ นวินดา เลือกแล้วที่จะเดินตามแพชชั่นของเธอ ให้ความรักเป็นความฝัน ให้เสียงเพลงแทนความรู้สึก มายด์พกสติและความเชื่อในตัวเองมั่นคว้าโอกาสที่เข้ามา ลุยให้ถึงเป้าหมายในแบบที่พอดีกับตัวเอง ไม่ต้องเดินตามใคร ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร และมันก็เห็นผล วันนี้เธอประสบความสำเร็จดั่งใจหวัง และที่สำคัญแพชชั่นของเธอยังร้อนแรงไม่เปลี่ยน นี่แหละการเป็นนักร้องสไตล์สาวมายด์ ไป follow เธอกันได้เลยที่ Youtube: Mild NawinFacebook page: @mildnawinInstagram: @mildnawin

HOROSCOPE