บอนิต้า เรนเดลล์ สาวที่ยอมละทิ้งความสบายเพื่อความสุขที่แท้จริง - CLEO Thailand Online Magazine

บอนิต้า เรนเดลล์ สาวที่ยอมละทิ้งความสบายเพื่อความสุขที่แท้จริง

เขียนโดย  BeamHoneyB

พี่บอนตี้เธอเกิดมาในครอบครัวสุขสบาย โตมากับการเรียนโรงเรียนอินเตอร์ พอถึงตอนทำงานก็ได้รับตำแหน่ง Senior Digital Strategist ที่บริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง ก็ดูจะเป็นชีวิตที่แฮปปี้ดี แต่ตอนนั้นเธอยังไม่รู้จักโลกของธรรมชาติ  อเล็กซ์ เรนเดลล์ น้องชายแท้ๆ มาชวนไปทำงานที่ EEC Thailand และเธอก็พบการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ยอมทิ้งความสบาย  แต่กลับได้รับความสุขที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา ทำทุกอย่างเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างเยาวชนคุณภาพที่จะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบสังคม

 

 

EEC Thailand คืออะไร?

EEC (Environmental Education Center) หรือ ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย ก่อตั้งโดย อเล็กซ์ เรนเดลล์ และเต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ ใครๆ อาจจะเห็นตามสื่อว่าเขาทำเรื่องช้าง แต่จริงๆ คือเขาทำทุกอย่างเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเลย มีความเชื่อว่า “ความรู้คือการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนที่สุด” ตั้งใจสร้างกระแสเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ปลูกฝั่งเด็กรุ่นใหม่ให้มาเป็นกระบอกเสียงโดยการมอบการศึกษาและการทำกิจกรรมลุยๆ กับธรรมชาติ

 

เข้าไปกระตุ้นความอินกับธรรมชาติในตัวเด็ก ทำให้เขาโตเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบสังคม

EEC ให้ความรู้นอกห้องเรียน จัดค่ายพาไปลุยธรรมชาติ พาไปเข้าใจถึงแก่นแท้ด้วยการเรียนรู้จากกิจกรรมที่คิดค้นโดย ดร.อลงกต ชูแก้ว นักอนุรักษณ์ที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปิ พี่บอนตี้เล่าว่ามาเข้าค่ายกับ EEC อย่าหวังว่าจะสบาย เธอต้องอดทนกับสภาพลุยๆ ของค่าย เพราะถ้าแสดงท่าทางรังเกียจเด็กๆ จะสัมผัสได้ทันที ไม่มีการได้นอนโรงแรม 5 ดาวแน่นอน ทั้งเธอและเด็กๆ ต้องหัดนอนเต็นท์แถมยังต้องตื่นมาทำกิจกรรมตอนตี 5! พาน้องๆ ไปเรียนรู้ธรรมชาติโดยการไปเดินป่า ดำน้ำ เรียนรู้สัตว์ตั้งแต่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาอย่างที่อยู่อาศัยและพฤติกรรมของสัตว์ รู้ลึกถึงโครงสร้างกระดูกไปจนถึงการเก็บอึช้างไปส่องกล้องจุลทรรศน์!!  “สิ่งเหล่านี้สร้างคุณให้กับจิตใจ เด็กก็จะรู้ว่าเขารักษาธรรมชาติไปเพื่ออะไร เด็กทุกคนรักสัตว์อยู่แล้ว มีความอินกับธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ยังไม่โดนกระตุ้น พอได้สัมผัสจริงๆ ได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมายังไง แล้วตอนนี้เป็นแบบไหน หลังจากนี้เขาก็จะรู้สึกว่าต้องช่วยกันปกป้อง”

 

เด็กคือผู้นำและกระบอกเสียงที่ดีที่สุดในการอนุรักษ์

พี่บอนตี้บอกว่าเด็กส่วนใหญ่ที่มาเข้าค่ายจะเป็นเด็กอินเตอร์ถึง 90% เป็นเด็กที่โตมากับครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งก็โตมาในแนวเดียวกับเธอเลย ผู้ปกครองของเด็กๆ เหล่านี้เชื่อในการเรียนรู้นอกห้องเรียน เชื่อในกิจกรรมที่สร้างวิชาการใช้ชีวิต เธอเล่าถึงความทุ่มเทของคุณแม่คนหนึ่งว่า “เขาพาลูกดำน้ำทั่วโลก พาไปขึ้นเรือ National Geographic แล้วก็ซื้อลิขสิทธิ์เพลงของ ไมเคิล แจ็คสันให้ลูกร้องเพื่อหาเงินบริจาคช่วยเหลือปลาวาฬ” ปลูกฝังให้รักธรรมชาติแบบนี้เพราะวันหนึ่งเขาต้องขึ้นมาเป็นผู้นำที่รับผิดชอบต่อสังคม

แต่ถ้าจะให้การอนุรักษ์เกิดผล ต้องมีการส่งต่อ EEC “ถ้าทุกคนรับรู้จะมีการเปลี่ยนแปลง” พาเด็กที่เรียนในค่ายมาหลายๆ ปี ไปถ่ายทอดความรู้ให้เด็กท้องถิ่นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ให้เด็กท้องถิ่นได้เกิดความรู้สึกอยากปกป้องทรัพย์กรของเขา เพราะเด็กท้องถิ่นนี้แหละที่จะต้องลุกขึ้นมาปกป้องและอนุรักษ์พื่นที่ของบ้านเขา  EEC สอนให้เขารู้ว่าจริงๆ ทรัพย์กรแถวบ้านเขาสำคัญแค่ไหน และก็เข้าไปจับใจของเด็กๆ เพราะไม่เคยมีคนให้โอกาสเขาแบบนี้ วันสุดท้ายเด็กๆ ในท้องถิ่นถึงกับร้องไห้ มันพิเศษมาก! อีกงานส่งต่อการอนุรักษ์สุดประทับใจคืองาน Fighting Extinction งานสัมนาโดยนักอนุรักษ์ตัวน้อย ให้เด็กๆ ไปศึกษาสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ทั้งหมด 5 ตัว แล้วมารายงานผลต่อหน้าคน 350 คน บนเวทีของโรงภาพยนต์ Toyato IMAX ที่ห้างเอ็มควอเทียร์ เด็กๆ ยอมเอาชนะความกลัว ยกมีอาสาขอเป็นกระบอกเสียงเพราะ “สัตว์พูดไม่ได้” พอรู้แบบนี้หัวใจพี่บอนตี้ก็พองโต เหมือนทุกอย่างที่เคยได้เฝ้าปลูกฝั่งเด็กๆ มามันเห็นผล

 

ธรรมชาติ “ไม่เคยปฏิเสธเด็ก”

EEC “ไม่เคยปฏิเสธเด็ก” มนุษย์ทุกคนเกิดมามีคุณค่าเท่าเทียมกัน ให้โอกาสน้องๆ ที่สังคมตีความว่า “ไม่มีทางสู้” อย่างเด็กพิการซ้ำซ้อน เด็กตาบอด พาไปสัมผัสคุณค่าของธรรมชาติ โดยมีพี่ๆ จิตอาสาที่ผ่านการเทรนมาช่วย แล้วความอบอุ่นของธรรมชาติก็สร้างความประทับใจ พี่บอนตี้เล่าด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยแพชชั่นว่า มีน้องตาบอดคนหนึ่งพอได้จับปะการังครั้งแรก เขาก็เกิดความรู้สึกอยากแชร์ความตื่นเต้น คว้ามือพี่ที่ดูแลไปสัมผัสด้วยหรือจะเป็นเรื่องน้องที่ประสาทสัมผัสปิดแต่จู่ๆ ก็สามารถขยับนิ้วทำสัญญาณมือได้หลังจากผ่านการดำน้ำมาหลายครั้ง เป็นเรื่องที่รู้แล้วพี่บอนตี้อิ่มใจมาก “ธรรมชาติบำบัด” ธรรมชาติเข้ามาสร้างปาฏิหาริย์ให้กับน้องๆ เหล่านี้

 

 

ธรรมชาติและเด็กทำให้บอนตี้กลายเป็นสาวอินเนอร์ “ไม่ปรุงแต่ง”

หลังออกจากคอมฟอร์ทโซน ไปใช้ชีวิต ลุยๆ บู้ๆ กับเด็กๆ และธรรมชาติ เมื่อก่อนสิ่งแรกที่คิดหลังจากตื่นนอนทุกเช้าคือ “จะใส่ชุดอะไรไปทำงานดี” ตอนนี้พี่บอนตี้กลายเป็นไม่สนตรงจุดนั้น ใส่เสื้อที่เด็กทำจากการกุศล กางเกงวอร์ม หน้าก็ไม่แต่ง “เปลี่ยนจากชีวิตปรุงแต่งกลายเป็นชีวิตที่ไม่มีการปรุงแต่ง แต่เรารักโลกนี้มากกว่า โลกของความจริงใจ” พี่บอนตี้เล่าว่าธรรมชาติทำให้ทุกอย่างช้าลง เธอมองเห็นขอเสียของตัวเองมากขึ้น แถมพอได้เข้าไปถึงใจเด็กเธอก็กลายเป็นคิดถึงคนอื่นก่อนเสมอ เพราะเป็แบบนี้เธอเลยมีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อย สิ่งที่ทำให้สุขอยู่แล้วก็ยิ่งสุขลึกเข้าไปอีก

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นอะไรที่คุ้มสุดๆ เพราะมันทำให้เธอความสุขที่แท้จริง หลงรักความจริงใจของธรรมชาติและเด็ก ต่อจากนี้ไม่ว่าข้างนอกจะแต่งแต้มยังไง แต่ข้างในเธอเปลี่ยนและถูกเติมเต็มหมดแล้ว “This is my life now” จากชีวิตสุขสบาย ที่หลงไหลไปกับความสวยงามภายนอก สู่ชีวิตที่ไม่ต้องสบายมากแต่อิ่มใจ เธอกลายเป็นผู้หญิงที่สวยขึ้น เพราะความงามจากอินเนอร์ มันคือชีวิตที่กำลังดี นี่ขนาดพี่บอนตี้เพิ่งมาสัมผัสความอบอุ่นของธรรมชาติตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ เธอยังเติมพลังชีวิตได้ขนาดนี้ คิดดูซิว่าเด็กๆ ในค่ายเขาจะเข้าใจความสุขที่แท้จริงได้ดีแค่ไหน มันยังก็ไม่สายนะ! ถ้าทุกคนจะหันมาแคร์ธรรมชาติซะหน่อยโลกเราก็คงจะเต็มไปด้วยความสุขแบบนี้ ใครอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้  ฟอลโลว์เลยที่ IG: @bonitarendell และ @eecthailand นะจ๊ะ

HOROSCOPE