บรอดเวย์ที่ New York สอนเธอให้เรียนรู้คนผ่านตัวละครสะท้อนชีวิตคนจริง - CLEO Thailand Online Magazine

บรอดเวย์ที่ New York สอนเธอให้เรียนรู้คนผ่านตัวละครสะท้อนชีวิตคนจริง

สัมภาษณ์โดย MissP

 

เรารู้จักกับแจนตั้งแต่ตอนเรียนอนุบาลที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย เรียนด้วยกันมาจนจบชั้นมัธยม เราอยู่ห้องเดียวกันเกือบทุกปีแต่ไม่ได้สนิทกันจนถึงขนาดนอนก่ายขากันอย่างสบายใจ หลังจากนั้นก็ห่างหายกันไปตามสไตล์เพื่อนไม่สนิท มหาวิทยาลัยเราอาจจะอันดับใกล้กัน แต่ระยะทางห่างกันเป็นจังหวัด โชคดีที่ยุคสมัยเปลี่ยนไปในช่วงที่เราโตขึ้น โลกอินเตอร์เนตทำให้สังคมของเรายังคงผูกพวกเราเอาไว้ใกล้ๆ กันอยู่

จากคณะศิลปกรรม จุฬาฯ เห็นอีกทีแจนไปโผล่อยู่ที่นิวยอร์คแบบยาวๆ ไปเลย หลายปีแล้วที่เราเห็นเพื่อนวัฒนาฯ วนเวียนไปเยี่ยมแจนแต่ไม่ถึงโอกาสเราซะที ปีนี้แจนกลับมาไทยเพื่องานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ พอดี เราเลยคว้าโอกาสมานั่งคุยกับแบบสาวๆ ที่คาเฟ่ย่านทองหล่อซะเลย

ถึงได้รู้ว่าตอนนี้แจนเป็นนักแสดงอิสระอยู่ที่นิวยอร์ค เฮ้ย! ทำได้ด้วยหรอ แจนบอกว่า ได้ แต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรอกนะ เธอผิดหวังเป็นร้อยครั้งกว่าจะสมหวังสักครั้ง “ส่วนใหญ่เราทำละครเพลง ถือวีซ่า Artist ที่อเมริกาเขาจะอนุญาตให้เราทำงานเฉพาะด้านที่เราขอเข้าไป เลยเป็นได้แค่นักแสดงหรือนักร้องเท่านั้น” แจนเริ่มอาชีพของเธอที่นี่หลังจากที่เรียน 2 ปี ถึงตอนนี้ทำงาน 3 ปีแล้ว

แจน – วสุธิดา ปุณวัฒนา อายุ 29 ปี

 

ฮาวทู ก้าวสู่เส้นทางความฝันระดับบรอดเวย์

“ทุกอย่างในการออดิชั่นเราต้องทำตามขั้นตอน มันคืองานฟรีแลนซ์ มีงานก็ได้ทำงานไม่มีก็ว่างงาน ต้องออดิชั่นไปเรื่อยๆ แต่โชคดีมากที่เรามีงานตลอด ทุกช่วงรอยต่อจะมีโปรเจคใหญ่เข้ามา ถึงจะสามปีแล้วแต่เรารู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้โอกาสทำอะไรใหม่ๆ นะ มันทั้งท้าทายและตื่นเต้น ตอนเราจบโรงเรียนจะเตรียมความพร้อมให้ก่อนจบเลยว่าควรจะไปเริ่มที่ไหนยังไงบ้าง”

เป็นศิลปินอย่างที่รู้ๆ กันว่าแม้จะในประเทศไทยเองการแข่งขันก็สูงมากอยู่แล้ว คนไม่เจ๋งจริงมาแล้วก็ไป ยิ่งไม่ใช่นักแสดงละครทางทีวีหรือช่องออนไลน์แล้วยิ่งยากใหญ่ พูดกันตรงๆ แล้วแข่งกับคนระดับอินเตอร์ฯ ในเมืองใหญ่เบิ้มอย่างนิวยอร์คแล้วแจนต้องแกร่งแค่ไหนเนี่ย! “แข่งขันกันสูงมากกก ยิ่งในอุตสาหกรรมใหญ่ยิ่งแข่งกันสูง แต่โอกาสก็สูงไปด้วยกันเหมือน เราเป็นเอเชีย ก็ต้องแข่งกับ Asian-American เขาหน้าตาเอเชียแต่มีภาษีดีกว่าเราแน่ๆ มีบางทีเราออดิชั่นเข้าไปรอบลึกๆ แต่ด้วยวีซ่า artist เขาไม่เอาเราก็มี บางที green card ได้โอกาสก่อน”

 

แต่ถึงจะลำบากยากเย็นแจนก็ยังคงสนุกกับมัน “เราสนุกกับคาแรคเตอร์ใหม่ๆ ที่เราได้เจอในแต่ละโปรดักชั่น เราหลงใหลในทุกตัวละคร จำได้ว่าครั้งหนึ่งท้าทายมากตอนนั้นเล่นอินดี้ฟิล์มครั้งแรก เราต่อสู้กับคนหลายคนจนเราได้บทนี้มา เป็นจิตแพทย์ที่อยู่ในเมืองซอมบี้ เราต้องไปหลบใต้ถุนกัน เป็นจิตแพทย์แต่กลับควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ สติแตก สิ่งที่เราได้คือเราเข้าใจในอาชีพนี้มากขึ้น ไม่ใช่ว่าคนเป็นจิตแพทย์จะควบคุมตัวเองได้ในทุกสถานการณ์”

 

เจอทางเดินของตัวเองแล้วมุ่งหน้าเข้าหามันไปเรื่อยๆ

เราต้องบังคับให้ตัวเองถามคำถามบังคับที่เราเอง(ซึ่งเห็นพัฒนาการแจนอย่างไกลๆ มาตลอด) พอจะรู้คำตอบของเธออยู่แล้ว ว่า ‘นักแสดง’ เข้าสิงผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ “ตั้งแต่เรียนวัฒนาฯ เราจะเข้าร่วมละครเพลงภาษาอังกฤษทุกครั้ง มันสนุก ยิ่งได้ร้องเป็นเพลง ได้มาร้องเพลงที่มีเนื้อเพลงเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องแล้วเรารู้สึกมีจุดหมายมากขึ้น จนเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ที่ไทยก็ไปลงคลาสแอคติ้งอักษร แม้เราจะเรียนศิลปกรรมฯ จากนั้นอาจารย์ก็แนะนำให้เราไปออดิชั่นที่ดรีมบ๊อกซ์ ได้เล่นเรื่องแม่นาก น้ำใสใจจริง แล้วก็มีเรื่องอื่นๆ อีก”

แล้วเธอก็ผันตัวเองไปในระดับอินเตอร์ “มันต่างกันนะ ธรรมชาติของคนมันต่างกันอยู่แล้ว ที่นิวยอร์คค่อนข้างมีความหลากหลาย แต่ละชาติก็มีวิธีการทำงานที่ต่างกัน สิ่งที่เรารู้สึกเลยคือเขาตรงเวลามาก ไปก่อนเวลาก็ถูกว่านะ ต้องไปตรงเวลา ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป แต่การใช้ชีวิตไม่ได้ต่างกันมาก ด้วยความที่กรุงเทพฯ กับนิวยอร์คเป็นเมืองเหมือนกัน วุ่นวายพอกัน แค่ที่นิวยอร์คเราไม่ได้ขับรถ ใช้ซับเวย์ตลอดเวลา ภาษายากแค่ตรงการแสดงเราต้องปรับสำเนียง บางคำที่คิดว่าพูดถูกมาตลอดชีวิต ก็ต้องปรับต้องแก้กันไป เคยโดนปฏิเสธด้วยเหตุผลนี้หลายครั้งเหมือนกัน”

แต่แจนก็ยังรักนิวยอร์ค เธอบอกว่านี่คือจุดศูนย์กลางของ Broadway จริงๆ “LA จะเป็นฮอลลีวูด แต่ถ้าเป็นเวทีก็ต้องนิวยอร์คจริงๆ”

 

ก้าวไปข้างหน้าหมายความว่าอะไร

สิ่งที่เราว่าเจ๋งจริงในจุดนี้คือเธอไม่ได้มองความก้าวหน้าในอาชีพเป็นขั้นบันไดที่จะต้องไต่ขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่าหรือเงินที่มากกว่า ความก้าวหน้ามันคือประสบการณ์ที่คนหนึ่งจะได้เรียนรู้ต่างหาก “อาชีพของเรามันเป็นอาร์ต เราต้องทำมันไปเรื่อยๆ สะสมมันไปเรื่อยๆ เราเชื่อว่าคนที่ทำงานเกี่ยวกับอาร์ตเขาทำด้วยความรัก ตราบใดที่ทำแล้วมีความสุข ไม่ขัดกับจริตและจรรยาบรรณ ในฐานะของนักแสดงเราได้ลองท้าทายตัวเองไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่เรามุ่งหวัง” และความโชคดีอีกเด้งคือครอบครัวของแจนสนับสนุนเธอมาตลอด

“ใจหนึ่งก็อยากจะขอบคุณ แต่อีกใจก็คิดว่า ว่าเราบ้างก็ได้นะ จริงอยู่ที่อาชีพของเรามันเลี้ยงตัวเราได้ แต่มันไม่มั่นคง เราขยันมากแค่ไหน อะไรที่ไม่ใช่ของเราก็ไม่เป็นของเรา ออดิชั่นร้อยครั้งอาจจะได้งานกลับมาแค่สามครั้งหรือบางที อาจจะไม่ได้เลย ไม่มีอะไรการันตีว่าเราขยันแล้วจะได้งาน แต่เราได้พัฒนา ได้ประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น”

“มีครั้งนึงที่กรรมการใช้วิธีวาง head shot ของทุกคนไว้แล้วบอกว่า ถ้าวางไปขวาคือใช่ ซ้ายคือไม่ใช่ ถามว่าโชคร้ายมั๊ย ก็อาจจะดูใจร้าย แต่มันก็ดีเหมือนกัน พลาดงานนี้เราก็อาจจะได้งานหน้า เราเลือกมองมันในแง่ดี แค่คิดแค่ว่าต้องมูฟออนต่อไป

อ่านแล้วรู้สึกมั๊ยว่าแจนอาจจะเป็นคนโชคดีรัวๆ ใช่เธอเกิดมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม โชคดีกว่าหลายๆ คนบนโลกนี้ แต่เธอก็มีจุดเปลี่ยนในชีวิตเหมือนกันอาจไม่ช็อคโลก ที่แน่ๆ ช็อคเธอนี่แหละ “วันที่แม่บอกว่าจะเลิกให้เงิน แล้วเขาก็เลิกจริงๆ นะ ตอนนั้นเรียนจบแล้วทำงานได้แค่ไม่กี่เดือน ที่นิวยอร์คค่าครองชีพมันสูงมาก แม้เราจะไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย แต่มันจะมีค่าใช้จ่ายนู่นนี่อยู่ตลอดและเป็นจำนวนที่ลดไม่ได้ พอเขาบอกอย่างนั้นเราก็ตกใจไปพักหนึ่ง ก็คิดนะว่าเขาอาจจะอยากให้เรากลับบ้านรึเปล่า แต่เราก็มานั่งคิดหาทางออกว่าจะทำยังไง นี่คืออาชีพที่เราอยากทำ เราจะทำยังไงให้อยู่ได้ ก็เครียดไปช่วงหนึงกับการปรับตัว”

 

ทุกสิ่งที่เราทำ สอนบางอย่างให้เราเสมอ

“มันสอนเรื่องคน สอนให้เราเห็นคนในหลายๆ แบบ ชีวิตละครก็คือชีวิตคน อาจจะมีการเพิ่มสีสันให้มีอรรถรสมากขึ้น ละครนอกจากสะท้อนชีวิตคนแล้ว มันสะท้อนแง่คิด มันทำให้เราเข้าใจโลกมากขึ้นไปในตัว เหมือนได้เห็นโลกโดยที่เราไม่ต้องไปประสบเอง เราได้เห็นโลกผ่านมุมมองตัวละคร เห็นการตัดสินใจของตัวละครและทำความเข้าใจว่าทำไมเขาถึงเลือกทางเดินนั้น เราอาจจะเคยมองเห็นเรื่องบางเรื่องในมุมของเรา แต่พอเรามองผ่านตัวละครที่เขาคิดอีกแบบ เราจะเห็นว่า ทำไมเขาถึงเลือกทำบางสิ่งที่เราอาจไม่คาดคิดและมันอาจไม่ถูกใจเรา”

 

It’s New York, things happened ตกน้ำพุตอนสององศา

ขึ้นชื่อว่านิวยอร์คต้องมี ‘เรื่อง’ เกิดขึ้นอยู่แล้ว ช่วงแรกเลยที่เธอไปถึงก็เหมือนว่านิวยอร์คขอรับน้องใหม่ซะหน่อย “ตอนนั้นมีพายุ น้ำท่วมคนไร้บ้านก็จะเยอะขึ้น ช่วงสองสามเดือนแรกที่ไปถึง เราก็ไปฟังเพลงกับเพื่อนตอนกลางคืน พอเสร็จก็ซื้อข้าวมานั่งกินขอบบ่อน้ำพุริมถนน นั่งชิลไปเรื่อย คนไม่เยอะแต่ก็อยู่กลางใจเมืองเลย ดันไปสบตาคนแปลกหน้าคนหนึ่งเข้า เขารี่เข้ามาแล้วล้วงมือมาในกระเป๋าเสื้อบอกให้เราเอาโทรศัพท์มาเดี๋ยวนี้ ตอนนั้นกระเป๋าเสื้ออีกข้างเป็นเงินสดกว่าพันเหรียญ ยื้อกันอยู่สักพักเขาก็ผลักเราตกน้ำพุเลย! เขาไม่ได้อะไรไปแต่เราช็อคมาก อากาศสององศา เปียกโชคไปทั้งตัว”

ตอนนั้นเธอจะเรียกแทกซี่กลับที่พักก็ไม่มีใครรับเพราะคิดว่าเธอเมาแล้วกระโดดลงไปเล่นน้ำ “คันที่รับเราเขาก็คิดว่าเราเมา บ่นตลอดทาง รู้สึกแย่นะที่โดนซ้ำเติม แต่ยังขำกับเพื่อนอยู่ พอถึงบ้านน้ำโดนตัวเท่านั้นแหละ ปล่อยโฮออกมาเลย”

“หลังจากนั้นเราเรียนศิลปะป้องกันตัวเลยนะ เคยเรียนยิงปืนแต่ชีวิตจริงเราพกปืนป้องกันตัวไม่ได้ ต้องใช้ร่างกายต่อสู้ให้ได้ พอป้องกันตัวเองได้เราเลยมีความกล้าที่จะใช้ชีวิตมากขึ้นและมีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น” แจนบอกเลยว่า ‘สติ’ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้ชีวิต “โดยเฉพาะนิวยอร์ค มันอันตรายทุกที”

“ความรุนแรงมันไม่เลือกเพศ วัย ชาติ ศาสนา มันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ถ้าเกิดขึ้นกับเราเราต้องรู้วิธีรับมือกับมัน” เธอบอกเลยว่าเคยทำโปรเจคความรุนแรงกับเพื่อน “เพื่อนเราเจอกับความรุนแรงมาตั้งแต่เด็ก เขาโดนซ้อม มีคนเคยเจอคนยิงกันต่อหน้าต่อตา เจอผู้หญิงที่ถูกล่ามโซ่ที่ขอบบันไดโรงเรียนแบบนั้นเลย”

 

ไม่เคยหวังว่าจะดังที่นิวยอร์ค แต่เธอไปเพื่อจะกลับมา

ความน่ารักแบบไทยๆ ของเธอคืออยากกลับมาพัฒนาวงการแสดงในประเทศไทย “ยังไงเราก็อยากกลับบ้าน วงการแสดงของไทยดีอยู่แล้ว แต่เราอยากเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่มาทำให้มันดีขึ้น เหตุผลแรกที่จะไปนิวยอร์คก็เพื่อที่จะกลับมาที่ไทย อย่างน้อยก็อยากบอกเล่าแชร์ประสบการณ์ที่เราได้มาผนวกกับความเป็นไทยแล้วทำให้มันดีขึ้น แค่เป็นจุดเล็กน้อยก็ยังดี ไม่ได้อยากดังที่นู่น เราแค่อยากใช้เวลาเก็บเกี่ยวให้มากเท่าที่จะทำได้ในขณะที่มีโอกาส ถ้ายังคงได้เรียนรู้สิ่งใหม่ในทุกวัน ไม่ได้ย่ำอยู่กับที่เราก็ยังอยากได้ประสบการณ์ตรงนั้น เรามองว่าคนไทยเก่งไม่แพ้ใครเลย”

แจนคือหนึ่งในตัวอย่างของคนที่ตามความฝันที่เราสัมผัสได้จริงมาก เธอไม่ได้มองว่าความก้าวหน้าที่ก้าวไปข้างบน เธอก้าวไปข้างหน้าจริงๆ “ถามตัวเองก่อนว่าอะไรคือความสุขในชีวิต แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคนจะได้ทำสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข อาจจะต้องอยู่ในจุดทางแยก จะเลือกว่าพักความฝันไว้ บางทีเราแค่พักมันไว้เพื่อไปทำอะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะทิ้งมันไปเลย ถอยกลับมาเพื่อรีสาร์ตตัวเอง อย่างตอนที่แม่บอกว่าจะตัดเงิน เราเปลี่ยนตัวเองเลยนะ ความฝันของเราอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราคนเดียว มันมีสถานการณ์รอบข้างมากมาย ปัจจัยหลายอย่าง

แต่ถ้าเราฝันและตอบตัวเองได้ว่าชีวิตต้องการอะไร เราจะรู้เองว่าจะทำยังไงให้ไปถึงเส้นทางของเรา ทุกคนมีความฝัน แต่มีแล้วก็ต้องหาวิธีลงมือทำไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นแค่ฝันต่อไป”

 

instagram : @januaryjann

HOROSCOPE