คุยกับนายง๊าย…ง่าย ไม่ต้องเกร็ง

 

บอสขา…เอ่อคือว่า…คือ…เอ่อ…

 

อาการติดอ่างนี่เราต้องเป็นทุกทีเวลามีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจ้านายสุดที่รัก ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญต้องแถมอาการใจสั่นบวกเหงื่อตกพ่วงเข้าไปด้วย แต่ต่อไปเราจะไม่เป็นอย่างนี้กันแล้ว เพราะมีเทคนิคเริ่ดๆในการคุยกับบอสแบบชิลล์ๆมาฝากกัน

 

เรื่องนี้ต้องถามเอียน ครอสซิ่ง นักจิตวิทยาที่อธิบายว่าการเผชิญหน้ากับเจ้านายทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย และหวาดกลัวต่อผลที่จะตามมา ครอสซิ่งบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามากที่เราจะเลี่ยงไม่คุยกับนาย ถ้ารู้สึกว่า มันมีความเสี่ยงเยอะ

 

แต่ลึกๆแล้วเราทุกคนก็รู้แหละว่า ถ้าอยากจะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นอกจากจะต้องมีความสามารถแล้ว ก็ยังต้องรับมือกับนายให้ได้ในทุกสถานการณ์ด้วย

 

รับผิดแต่โดยดี

 

โอเค เราทำงานพลาดจริง แต่รู้มั๊ยว่าคนเป็นนายน่ะ เขาให้ความสำคัญกับวิธีการตอบสนองต่อปัญหานั้นๆ ของเรามากกว่าตัวปัญหาที่เกิดขึ้นซะอีก ครอสซิ่งบอกว่า “คนที่ถูกไล่ออกเพราะทำงานพลาดน่ะมีน้อยมากครับ แต่คุณจะถูกไล่ออกแน่ๆ ถ้าคุณพยายามปกปิดปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วปล่อยให้เจ้านายมารู้เองทีหลัง” ครอสซิ่งเลยแนะว่าแทนที่จะนั่งสวดมนต์ ว่านายจะรู้เรื่องเมื่อไหร่ และเราจะโดนอะไรบ้าง ก็ให้รีบจัดการกับปัญหานั้นไปเลยดีกว่า “คุณต้องรีบเข้าพบนายทันทีที่เกิดเรื่อง และเตรียมคิดหาทางแก้ปัญหาไปเสนอด้วย การทำอย่างนี้จะแสดงให้เห็นว่าคุณจริงใจยอกรับผิด และแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มันจะทำให้ความสัมพันธ์ของคุณกับนายดีขึ้น และนายคุณก็จะรู้สึกเต็มใจอยากช่วยคุณแก้ปัญหานั้นด้วย”

 

ขอเงินเดือนขึ้นแบบตรงๆ

 

เราทุกคนต่างก็กลัวจะพูดกับนายเรื่องเงินๆ ทองๆ กันทั้งนั้นแหละ แต่มีงานวิจัยที่บอกนะว่าคนที่กล้าขอนั่นเอง จะเป็นคนที่ได้เงินเดือนขึ้น มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Journal of Applied Social Psychology บอกว่า กลุ่มตัวอย่างที่กล้าพูดอย่างมั่นใจว่าตัวเองสมควรได้รับเงินเดือนขึ้น จะเป็นกลุ่มคนที่ได้เงินเดือนมากกว่าอีกกลุ่มที่อายไม่กล้าพูดถึง 9 เปอร์เซ็นต์ เอนสลีย์ แม็คมิลแลน ที่ปรึกษาด้านการจ้างงานบอกว่า สิ่งสำคัญคือเรารู้ค่าตัวของตัวเองและพร้อมจะพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นด้วยว่าเราควรได้รับเงินเดือนขึ้นจริงๆ ยิ่งถ้าเราทำผลงานดีมาตลอด และมีหลักฐานที่ชัดเจนตามนั้น เรายิ่งอยู่ฐานะที่เป็นต่อมากขึ้นไปอีก

 

ถ้าคิดจะคุยเรื่องนี้ ให้คุยก่อนถึงเวลาปรับเงินเดือนประมาณ 2-3 เดือนล่วงหน้าเพื่อให้เวลานายได้พิจารณา และอย่าลืมเตรียมเหตุผลและตัวเลขที่มีอยู่ในใจไปให้พร้อมด้วย เวลาจะต่อรองกันก็ได้บอกตัวเลขที่มากกว่า ที่เราคิดไว้ในใจสัก 2-3 เปอร์เซนต์ เผื่อว่านายจะต่อลงมา แต่ก็อย่าขอเงินเดือนสูงจนเกินเหตุ เพราะอาจทำให้นายไม่พอใจ จะให้ดีก็หาข้อมูลดูว่าตำแหน่งงานนี้ที่บริษัทอื่น เขาได้อยู่กันที่ประมาณเท่าไหร่

 

คุยกับนายเรื่องเพื่อนร่วมงานสุดแสบ

 

การมีเพื่อนร่วมงานแสบทรวงนี่เป็นอะไรที่เก๊กซิมมากอยู่แล้ว แถมยังไม่กล้าเล่าวีรกรรมของนางให้นายฟังอีก โอย…สักวันคงอกแตกตาย ครอสซิ่งอธิบายว่า ผู้หญิงมักจะไม่ค่อยต่อสู้เพื่อตัวเองมากเท่าไหร่ไม่เหมือนผู้ชาย พวกเธอมักจะไม่แน่ใจในตัวเองและไม่ชัวร์ว่าจะมีใครรับฟังความเห็นของเธอมั๊ย แต่ถ้าเป็นเรื่องจงใจแกล้งกันในที่ทำงานแล้วล่ะก็ ไม่ควรปล่อยไว้เลย ถ้าเรามีเพื่อนร่วมงานที่ชอบเลื่อยขาเก้าอี้เรา หรือร้ายกาจใส่เราประจำก็ควรจะขอนัดคุยกับนาย ก่อนจะเข้าคุยต้องเตีรยมตัวให้ดีด้วย แม็คมิลแลนแนะว่า “ให้คุณจดเรื่องสำคัญที่ต้องการจะพูดถึงไว้ มันจะช่วยให้คุณลำดับเรื่องราวได้อย่างเป็นมืออาชีพ และมีเหตุมีผล ไม่ใช้อารมณ์”

 

 

ลาออกแบบโปรเฟชชันนอล

 

เมื่อถึงเวลาย้ายงาน ถ้าเราอยากจบกันแบบสวยๆ แม็คมิลแลนแนะนำว่า ควรจะลาออกกับนายด้วยตัวเอง เพราะมันแสดงให้เห็นถึงความเคารพที่เรามีต่อนาย รวมถึงความขอบคุณที่เรามีให้กันระหว่างช่วงทำงานอยู่ที่นี่ด้วย การพูดคุยควรจะเป็นไปในแง่บวกโดยเน้นว่าเราเอ็นจอยกับการทำงานกับนายและขอขอบคุณนายที่สอนงานให้เรามากมาย

 

 

แม็คมิลแลนบอกว่า

 

“หลังจากที่คุยกันต่อหน้าแล้ว ก็พิมพ์ใบลาออกอย่างเป็นทางการ แล้วทุ่มเททำงานต่อจนถึงวันสุดท้าย สิ่งนี้จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ใหญ่และความทุ่มเทในตัวคุณ รับรองว่านายคุณจะต้องเขียนจดหมายแนะนำให้คุณอย่างเริ่ดมากเลยล่ะ” การลาออกแบบนี้เป็นการลาออกอย่างมืออาชีพ เมื่อเราออกไปแล้วก็ยังจะมีความรู้สึกดีๆต่อกันอยู่ ชื่อเสียงของเราก็จะดีตามไปด้วย

 

 

คุยกับบอสน่ะมันเรื่องจิ๊บๆ…ใช้ชีวิตด้านล่างนี้รับประกันความสำเร็จ

 

– คุยด้วยน้ำเสียงนิ่งๆและเป็นมิตร

 

– ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดีโดยการพยักหน้าตามและยิ้มรับ

 

– สบตากับนายเพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสนใจในสิ่งที่เขากำลังพูด

 

– ก่อนคุยให้เตรียมตัวและข้อเสนอวิธีการแก้ปัญหาไปให้พร้อม

 

– ใช้ประโยค “ฉันจะสามารถปรับปรุงตัวเองได้ยังไงบ้างคะ” เพื่อแสดงความกระตือรือร้น

 

– เริ่มต้นประโยคโดยใช้คำที่สื่อความหมายในแง่บวก เช่น “ฉันชอบทำงานที่นี่”

 

– พูดถึงตัวเองเป็นหลักเมื่อคุยขอขึ้นเงินเดือน เช่น “ฉันเป็นคนทำให้งานนี้สำเร็จ”

 

– ศึกษาดูก่อนว่าตำแหน่งนี้ที่อื่นได้เงินเดือนเท่าไหร่ แล้วถึงเสนอตัวเลขเพื่อขอขึ้นเงินเดือนให้ตัวเอง

 

“คนที่ถูกไล่ออกเพราะทำงานพลาดน่ะมีน้อยมากครับ แต่คุณจะถูกไล่ออกแน่ๆถ้าคุณพยายามปกปิดปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วปล่อยให้เจ้านายมารู้เองทีหลัง”

 

 

HOROSCOPE