Surgery Update รู้ก่อนทำศัลยกรรม….ตัดสินใจให้ชัวร์ก่อนทำสวย

เขียนโดย BeamHoneyB

เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย เดี๋ยวนี้การทำศัลยกรรมมันง่ายจนเหมือนเดินเข้าร้านสะดวกซื้อกันแล้ว แต่อย่าชะล่าใจเพราะการผ่าตัดก็มาพร้อมกับความเสี่ยง ศึกษาให้ดีและเตรียมใจไว้เลยเพราะผลลัพธ์อาจจะไม่เป็นแบบที่คิด! คลีโอเลยจะพาไปอัพเดท รวมถึงข้อดีข้อเสียของการทำศัลยกรรมจากคุณนัท นิสามณี เลิศวรพงศ์ ที่ปรึกษาด้านศัลยกรรมความงาม แต่เอาจริงๆ  รู้มั้ย? สำหรับผู้หญิงเราเสน่ห์และความเป็นตัวของตัวเองนี่แหละที่ทำให้สวยและมีคุณค่าที่สุด!!!

หน้าอก

หน้าอก เป็นอะไรที่แสดงความเป็นผู้หญิงได้มาก สาวๆ ก็เลยพากันไปอัพไซส์กันใหญ่ แล้วรู้มั้ยเดี๋ยวนี้เขาอัพไซส์กันได้หลายวิธีแล้วนะ ทั้งฉีดทั้งผ่า มหัศจรรย์สุดๆ

  1. ฉีดไขมัน

วิธีนี้ทำโดยการดูดไขมันของตัวสาวๆ เองมาใส่ที่หน้าอกแทนการใส่ซิลิโคน สำหรับวิธีนี้สาวๆ ต้องเป็นคนที่มีไขมันเยอะหน่อยถึงจะฉีดได้ ยิ่งอวบยิ่งสามารถอัพไซส์ได้ง่าย แถมยังแอบเป็นการลดความอ้วนไปด้วยเบาๆ เอาไขมันจากหน้าท้องและต้นมาแยกเลือดแล้วก็ปั่นเพื่อคัดไขมันที่มีชีวิตเสร็จแล้วใส่สเต็มเซลล์ให้ยิ่งมีชีวิตมากขึ้น แล้วก็ฉีดเข้าหน้าอกเลย!!! ไขมันที่มีชีวิตจะอยู่ในร่างกายได้นานกว่า ไขมันที่ตายแล้วคือพวกที่จะออกมาเป็นเหงื่อ

My size: ในเรื่องของไซส์การฉีดไขมันจะอัพได้ไม่มากเท่าไหร่ ก่อนทำหมอจะวัดรอบอกและใต้อก บวกกับดูปริมาณไขมันในร่างกายถึงจะบอกได้ว่าหน้าอกจะใหญ่ขนาดไหน แต่ก็จะไม่ทำให้เห็นภาพชัดขนาดนั้น แถมหลังผ่าตัดเสร็จไป 2 อาทิตย์ ไซส์ก็จะหดไปอีก 20% เพราะอาการบวมจะลดลงและไขมันตายจะขับออกไปทางเหงื่อ

Good: เจ็บน้อยกว่า แถมแผลยังเล็กแค่ 2-3 เซนติเมตร ไม่ต้องพักฟื้น และจะดูเป็นธรรมชาติกว่า ดูแลง่ายแถมไม่ต้องนวด จะไม่มีอาการบวม แค่ตึงๆ ช่วงแรก

Badอยู่ได้แค่ 3-5 ปีแล้วก็จะยุบ เพราะเป็นไขมันของตัวเอง ก็ต้องไปฉีดเติม และราคาจะแพงกว่าการผ่าตัด

Price: 100,000- 150,000 บาท

 

  1. ผ่าตัดใต้ราวนม

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าคนไทยจะเน้นการผ่าตัดมากกว่าเพราะให้ขนาดใหญ่ถูกใจ เมื่อก่อนทำได้ด้วยวิธีผ่าใต้รักแร้ แผลจะยาวกว่า เจ็บมากกว่า และต้องใช้เวลาพักฟื้น ก็เลยเกิดการคิดค้นวิธีผ่าตัดใต้ราวนมขึ้นมา

Good: แผลจะเล็กแค่ 3-4 เซนติเมตรอยู่ที่ใต้หน้าอก จะไม่ค่อยเจ็บตัวหลังทำ

Bad: ต้องดูแลรักษามากกว่าและทำให้เป็นรอยแผลเป็นสำหรับบางคน สาวๆ ที่กลัวปัญหานี้ก็เลยจะเลือกผ่าใต้รักแร้แล้วไปเลเซอร์ออกแทน

**เดี๋ยวนี้เพื่อลดอาการบวมและช้ำหลังทำ บางที่จะมีการต่อสายถ่ายเลือดให้ 2 วัน คุณหมอจะไม่เย็บปิดแผลสนิท แต่จะเอาสายต่อกับขวดเพื่อเอาน้ำเหลืองและเลือดเสียออก เลือดจะไม่คั่ง พอผ่านไป 2 วันก็กลับไปให้คุณหมอตัดสายออก แล้วก็เย็บแผล่ปิด หลังจากนั้นก็ค่อยไปตัดไหม

Price: 50,000- 100,000 บาท

 

ตา

สำหรับตอนนี้เทรนด์การทำตาคือการเปิดหัวตาเลย แต่เทคนิคก็จะแล้วแต่หมอ ซึ่งจะเป็นวิธีที่ยากและละเอียดมาก หมอบางคนก็เลยจะไม่รับทำ ความทรมานสำหรับการทำตาแบบนี้คือสาวๆ จะหลับไม่ได้ระหว่างผ่าตัดเพราะหมอต้องดูชั้นตาเรื่อยๆ

Price: 20,000-50,000 บาท

 

หน้าผาก

สำหรับการทำหน้าผากให้โหนกนูนเดี๋ยวนี้เขามีการเอากระโหลกไปสแกนก่อน แล้วก็ค่อยมาดูว่ากระโหลกเราเป็นแบบไหน อยากได้ทรงไหน เสร็จก็ไปสั่งทำเพลทเลยที่เกาหลี รูปทรงจะแมทช์กับกระโหลกของเราเป๊ะ ต่างจากเมื่อก่อนที่มีแต่เพลทสำเร็จรูปที่ใส่เข้าไปแล้วต้องมาเติมฟิลเลอร์อุดรอยแหว่ง ส่วนหลังทำก็จะมีการอบแสงฆ่าเชื้อและฉีดยาฆ่าเชื้อทุกๆ 3-5 วันเลยจะได้ยุบเร็วๆ

Price: 150,000- 200,000 บาท

 

จมูก

สำหรับจมูกทรงที่ฮิตกันตอนนี้จะไม่เน้นดั้ง ดั้งจะเตี้ย แต่จะมาเน้นปลายอย่างเดียวทำให้ดูมีมิติ หน้าผากจะดูมีโหนกขึ้นมา มองข้างๆ ก็จะเป็นเคิร์ฟสวย สำหรับเรื่องแกนจะมีสองแบบคือแบบแกนเหลาและแกนสำเร็จรูป และเดี๋ยวนี้ยังจะมีแบบที่มีตัวล็อคด้านข้างไม่ให้เลื่อนด้วย ล้ำไปอีก!!!

  1. แกนเหลา

หมอจะบิ้วด์รูปทรงเองเลย วิธีนี้ต้องใช้ความเชี่ยวชาญมากๆ ข้อดีคือจะเข้ากับรูปหน้าของสาวๆ ได้มากกว่า เพราะทำมาเพื่อโครงสร้างหน้าของสาวๆ โดยเฉพาะ ข้อเสียคือจะใช้เวลามากกว่า

 

  1. แกนสำเร็จรูป

เดี๋ยวนี้หมอจะเน้นการใช้แกนสำเร็จรูปเพราะสะดวกและเร็ว มีให้เลือกหลายทรง สาวๆ ก็แค่เลือกแล้วคุณหมอก็จะทำการเหลาให้เข้ากับรูปหน้าเอง ใช้เวลาเร็วมาก 15-20 นาทีก็เหลาเสร็จแล้ว

Recommend: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเวลาเลือกทรงจมูก ให้เลือกที่เข้ากับรูปหน้าและให้หมอคำนวนให้ อย่าดูแค่ทรงจมูกอย่างเดียว เพราะจะมีเรื่องเชปของจมูกก่อนทำ ความยืดหยุ่นและปริมาณเนื้อบริเวณจมูกเข้ามาเกี่ยวข้อง

สำหรับการทำจมูกด้วยการฉีดฟิลเลอร์จะเหมาะกันคนที่มีฐานจมูกที่สวยอยู่แล้ว ใช้ฟิลเลอร์ในการเติมเท่านั้น

Price: 10,000-150,000 บาท

 

ปาก

เดี๋ยวนี้ปากบางเป็นกระจับแบบสาวเกาหลีจะไม่ฮอทแล้ว สาวไทยจะย้ายมาฝั่งสาย ฝ. มากกว่า ช๊อบชอบปากอวบๆ อิ่มๆ เซ็กซี่ ใช้ฟิลเลอร์ในการทำ ซึ่งจะต้องมีเนื้อที่ละเอียดมากๆ

Price: 10,000-20,000 บาท ต่อซีซี ใช้ซีซีเดียวก็อยู่แล้ว

รูปหน้า

ตอนนี้ไม่ใช่ยุคของความหน้าเรียว วี เชฟ อีกต่อไป เน้นมีกรามแต่รูปหน้าชัดมากกว่า ถึงหน้าจะใหญ่แค่ไหน แต่โครงหน้าต้องชัดไว้ก่อน ใช้กันอยู่ 2 เทคนิคทั้งไฮฟูและเทอร์มาจ

  1. ไฮ ฟู

เทคนิคเก็บรูปหน้าใหม่ล่าสุด “ไฮฟู” เป็นเครื่องที่ใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์เข้าไปถึงชั้นลึกที่สุดของผิวหนัง ทำให้ยกกระชับ เก็บเหนียง เก็บหน้าได้ชัดมาก ถูกพัฒนามาจาก อัลเทร่าที่ทำแล้วจะเจ็บกว่า ใช้รังสีเหมือนกัน แต่ไฮฟูจะเข้าถึงชั้นผิวได้ลึกกว่า หลังทำจะรู้สึกหน่วงๆ แต่จะไม่เจ็บ การเก็บหน้าด้วยวิธีนี้ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญมากในการทำเพราะเสี่ยงต่อการโดนเส้นประสาทที่สามารถทำให้ปากเบี้ยวได้

ข้อดีของไฮฟูอีกอย่างคือทำให้หน้าดูสดใสขึ้นด้วย เข้าไปช่วยกระตุ้นคอลลาเจนที่หยุดทำงานแล้วให้มันเกาะกันมากขึ้น หน้าก็จะไบรท์ขึ้น

Price:  30,000-50,000 บาท

 

 

  1. เทอร์มาจ

เดี๋ยวนี้เขามีเครื่อง เทอร์มาจ สามารถใช้ยกกระชับและเก็บรูปหน้า ลดไขมันส่วนเกิน ทำได้ด้วยการกระตุ้นคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เวลาทำก็จะไม่เจ็บเลย แค่จะรู้สึกร้อนๆ อุ่นๆ มากกว่า จริงๆ เทอร์มาจสามารถใช้ลดไขมันทั้งตัวได้เลยนะ เข้าไปตีไขมันให้แตก สำหรับที่ตัวทำ 8 ครั้งติดกันทุกอาทิตย์จะเท่ากับการดูดไขมัน 1 ครั้ง ซึ่งจะลดไขมันได้ถึง 1-2 นิ้ว ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงต่อครั้งเอง

Price: ราคาครั้งละ 5,000-15,000 บาท  ขึ้นอยู่กับบริเวณและปริมาณไขมันในร่างกาย

 

ลดความอ้วน

สมัยนี้การลดความอ้วนมีหลายวิธี ทั้งแบบเบสิคไปจนถึงขั้นเอ็กซ์ตรีมกันลยจ๊ะ อยากมีหุ่นเป๊ะก็ต้องอดทน!! เทคนิคการตัดกระเพาะ เป็นการผ่าตัดครั้งใหญ่ทำให้กระเพาะ 4 ส่วนเหลือแค่ส่วนเดียว เล็กลงไปเลย แต่จะเห็นผลได้ชัดมากหลัง 6 เดือนไปแล้ว น้ำหนักตัวลดลงไปครึ่งนึง!! แต่หลังผ่าตัดต้องดูแลตัวเองอย่างหนักเลย เพราะพอกระเพาะเล็กลง ก็จะไม่ค่อยรับอาหาร กินอาหารก็จะอาเจียนตลอด ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไปที่ร้อนๆ มากก็ไม่ได้ เพราะมันมีผลต่อร่างกายมากๆ

Price: 250,000-300,000 บาท

 

แปลงเพศ

สำหรับการแปลงเพศจากที่เมื่อก่อนเป็นแค่การเปลี่ยนแปลงภายนอก ตอนนี้ให้ความรู้สึกได้เหมือนมีอวัยวะเพศจริงๆ แล้วนะจ๊ะ สำหรับการเปลี่ยนเพศจากชายเป็นหญิง ในการทำช่องคลอดตอนนี้เขามีการต่อลำไส้เข้ากับอวัยวะเพศชายเลยทำให้จากที่เมื่อก่อนการแปลงเพศจะทำได้ด้วยการต่อกราฟท์ที่เวลาต่อลึกแค่ไหน เวลามีเพศสัมพันธ์ก็จะมีพื้นที่ให้อวัยวะเพศชายลึกแค่นั้น การต่อลำไส้จะทำให้มีพื้นที่ที่ลึกกว่า แต่ข้อเสียคือจะมีกลิ่น

Price: 150,000-300,000 บาท

 


สำหรับหนุ่มๆ 

ด้านหนุ่มๆ ก็มีศัลยกรรมบิ้วด์หล่อเหมือนกัน ต้องนี่เลยการทำซิกซ์แพ็ค ดูดไขมันตรงร่องกล้ามเนื้อออกแล้วเอามาฉีดตรงกล้ามเนื้อให้เป็นลูกชัดขึ้น และก็การทำวี ไลน์ที่เป็นการฉีดสารเข้าไปสลายไขมัน ให้เผาผลาญได้มากขึ้นทำให้เห็นวี ไลน์ได้ชัด


Did you know? Surgery Thai VS Korea

ประสบการณ์จากคุณซอล ฐิตารีย์ สรวลสรรค์ ผู้ผ่านมีดหมอไทยและหมอเกาหลีมาแล้ว!

  • Korea: เดี๋ยวนี้โรงพยาบาลศัลยกรรมที่เกาหลีจะมีล่ามถึง 21 ภาษา ภาษาไทยก็มี! และจะมีแพ็คเกจเหมือนโรงแรม แบบปกติ-หาที่อยู่เอง แบบ VIP-มีที่อยู่ให้ และแบบ Super VIP ที่ถ้ามีอาการป่วยหลังทำ จะมีคนมาให้น้ำเกลือ ฉีดยา หาข้าวหาน้ำให้กินถึงห้องเลย

 

ก่อนทำ

  • Korea: ก่อนลงมือผ่าหมอที่เกาหลีจะเข้ามาประชุมเป็นทีม วางแผนการทำหน้าเป็นแพทเทิร์นทั้งหน้า เวลาทำก็จะทำในสถานที่เดียวเลย
  • Thai: หมอไทยจะดูความสวยงามแค่จุดเดียวบนใบหน้า ส่วนโรงพยาบาลในไทยจะดังเป็นจุดๆ เวลาไปทำก็ต้องแยกทำ
  • Korea: มีการสแกนหน้าดูกระดูกและเส้นประสาทเพื่อความปลอดภัยก่อนทำ เพราะเส้นประสาทจะโดนไม่ได้เลยระหว่างผ่าตัด การทำหน้าบางอย่างก็เลยอาจจะไม่สามารถทำได้สำหรับบางคน

ขั้นตอนการทำ

  • Korea/ Thai: ที่ไทยไม่สามารถเลื่อนขากรรไกรพร้อมทำหน้าได้ แต่ที่เกาหลีสามารถทุบแล้วทำพร้อมกันได้เลย
  • Korea: ทำศัลยกรรมที่เกาหลีจะไว ใช้เวลาทำน้อยและหายบวมเร็วกว่า
  • Korea/ Thai: เทคนิคทำตาที่เกาหลีจะมีเยอะกว่าไทย เป็น 10 เทคนิคเลย แต่จมูกจะคล้ายกันทั้งไทยและเกาหลี

หลังทำ

  • Korea: หลังทำหมอจะสั่งยาไม่ได้บางตัว ต้องให้หมอเขียนใบรับรองแล้วเราก็ไปซื้อเอง ต่างจากที่ไทย
  • Korea/ Thai: หลังผ่าเสร็จที่ไทยจะให้กินน้ำใบบัวบก ที่เกาหลีให้กินน้ำฟักทอง
  • Korea/Thai: ที่เมืองไทยหลังทำจะให้นอน 3-5 วัน แล้วแต่บัดเจท ที่เกาหลีถึงแม้คุณจะจ่ายค่าทำหน้าแพงขนาดไหน คุณก็นอนโรงพยาบาลได้คืนเดียว ทำหน้าเสร็จ ผ่านไปสัก 12 ชั่วโมงเขาจะให้ออกไปเดินแล้ว
  • Korea/ Thai: ที่เกาหลีพอทำหน้าเสร็จจะให้กึ่งนั่งกึ่งนอน ตั้งตัวตรง 90 องศา แต่เมืองไทยจะแค่ให้นอนหมอนสูง

 

 

HOROSCOPE